วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

วันนี้ไปกินข้าวมันไก่ เจอกุ๊ย ขี้เหลือง

มัน มากินข้าว ข้างหลัง มากัน 2 คน...
ทำเป็น ด่า ทักษิณ พวกรักทักษิณ มีแต่พวกลาวโง่

ด่า ย้ำไป ย้ำมา ดัง ๆๆ ( คือมัน ด่ารดหัวเรานั้นและ วอนตีน )

ผม ก็ เลยไปเตือนที่หนึ่ง ก็เงียบไป ...

พอสักพักเอาอีก... ที่นี้

ผมหันไปดู มันไม่มีใครเลย...นี้หว้า

แบบนี้ มันชัดเจน... ไอ้เหี้ย ควายเหลือง ขี้เปี่ยก ไอ้แป๊ะลิ้ม คนหลบหนี้เข้าเมือง

พอทำหน้าเอาเรื่อง ทำ คว้าซ่อมมา ผม ก็คว้าบาง

แต่มันกลัวผม ยอมให้ผมด่ามันกลับ มันก็รอดไป...

จริง ๆๆ ผมไม่ได้อยากไปทะเลากับ กุ๊ย โสโครก แบบนี้หรอก

แต่พวกนี้ จะต้องมีคนเสี้ยม มาอีกที... แถว โก้วบ้อ นี้ พวกนี้ มีเยอะ

ัสนตะพายได้... เป็นคนดี ๆๆ ไม่ชอบ ชอบเป็นหมา

พฤติกรรม เหี้ย ๆๆ แบบนี้ นั้น เป็น กลยุทธ กลวิธี ประจำครอบครัวและเผยแพร่ไปที่ทำงาน บุคคล รอบ ๆๆ ตัว ทั่วไปหมด ละครับ... คนพวกนี้ คงเป็น โรคจิตชนิดหนึ่ง
ได้ เสี้ยมคนได้ ได้บ่งการคนได้ ก็จะสนุกสนาน เฮฮา... กัน

เค้าจะเสี้ยบสอน สืบ ๆๆ กันไป พฤติกรรมแบบนี้ ทำกับผม มานมนาน

เกือบ 20 ปี แล้วละ ครับ... ชิน อยู่บาง

เค้าบอกว่า มันเป็น วิชาการปกครอง.... ไว้เล่นงาน กดหัว คน

โดยยืมมือคน ชั้นต่ำ ส่วนตัวเอง จะเป็น อีแอบ หลบอยู่ข้างหลัง

ค่อยให้ท้าย ยกหาง ให้เพาเวอร์ ให้อินฟรวยน์

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

# ทำบุญ มค. 2553

ช่วยเหลือ ภัยพิบัติ ใน เฮติ



++++++++++++++++++++++++++

http://board.palungjit.com/f105/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%8D%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%B2-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%94-222995-2.html



ขอเชิญร่วมบุญสร้างห้องน้ำทดแทนหลังเก่า(ที่ชำรุด)

ธนาคารกรุงไทย สาขาบำเหน็จณรงค์ ออมทรัพย์
ชื่อบัญชี พระธนนท์ ธฺมมสาโร
เลขที่บัญชี 318-0-22031-7
โทรสอบถามที่เบอร์ 083-7348224 (ทุกวันเวลา)

*********************************

http://board.palungjit.com/f109/%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%8E%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-%E0%B8%88%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%9A%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%A0%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%8C-%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%A1-%E0%B8%88-%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87-222073-2.html



ขอเชิญร่วมสร้างพระไตรปิฎกรุ่น"จบกิจจบชาติสิ้นภพสิ้นทุกข์"วัดควนอินทนินงาม จ.ตรัง

โดยร่วมบุญได้ที่
ธ.กรุงไทย ประเภทออมทรัพย์ สาขาตรัง
เลขบัญชี 9031947032
ชื่อบัญชี นายศรีศักดิ์ รักษ์สุวรรณ

**********************************
http://board.palungjit.com/f135/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%84-upgrade-ram-32-gb-%E0%B9%83%E0%B8%99-2-servers-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89-223463-4.html



เชิญร่วมบริจาค Upgrade Ram 32 GB ใน 2 Servers เพื่อแก้ไขเว็บช้าเข้าไม่ได้

ร่วมบริจาคทำบุญโอนได้ที่บัญชี
ธนาคารไทยพาณิชย์
Siam Commercial Bank (SCB)

สาขา : เซ็นทรัล รัตนาธิเบศร์
เลขที่บัญชี : 365 - 215 048 - 7
ชื่อบัญชี : Yosutee Thakana

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

ตีแผ่! วิธีการที่แกนนำ พธม. ใช้ในการชี้นำกองเชียร์ เปิดเผยเบื้องลึก

ท่านเคยสงสัยหรือไม่ เหตุใด บุคคลรอบข้างท่าน โดยเฉพาะชนชั้นกลาง
ถึงได้เชื่อ พธม.แบบทุ่มสุดตัว
แม้กระทั่งบุคคลระดับที่สามารคเรียกได้ว่าเป็น ปัญญาชน เหตุใดถึงได้คลั่ง
พธม. เสียมากมาย

ผมจะตีแผ่ วิธีการ ที่แกนนำ พธม. ใช้ในการปลุกปั่นมวลชนคนเสื้อเหลือง
ให้หลงเชื่อ ถวายตัว ถวายหัว ทุ่มสุดตัว ทุ่มสุดใจ จากประสบการณ์
ที่เฝ้าดูพธม. ติดตามความเคลื่อนไหว และวิธีการที่ใช้ตลอดมา.

สนธิ ลิ้มทองกุล สื่อมวลชนโดยหน้าที่ บุคคลคนนี้ฝีมือไม่ธรรมดา
เรื่องทฤษฎีการสื่อสารมวลชน เขาได้นำมาใช้แทบทุกแง่มุม
ไม่ เว้นแม้แต่ สิ่งที่เป็นด้านมืดของสื่อมวลชน
เขาไม่ลังเลที่จะหยิบมันมาใช้
ถ้ามันเป็นวิธีที่ทำให้ไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ เขาจะใช้มันโดยทันที

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เคยกล่าวไว้ว่า
"If you tell a big enough lie and tell it frequently enough, it will
be believed."
"หากท่านโกหกเรื่องใหญ่มากพอ, โกหกบ่อยครั้งเพียงพอ, เรื่องนั้นจะถูกเชื่อ"

นี่คือหลัก นี่คือหัวใจที่ สนธิ ใช้ในการปลุกปั่นมวลชนมาโดยตลอด จาก
นั้นก็ใช้การโฆษณาชวนเชื่อ(propaganda) เพื่อที่จะสร้างระบบจิตวิทยามวลชน
อุปาทานหมู่ เพื่อชี้นำความคิดมวลบชนไปยังความต้องการของตน

เทคนิคการโฆษณาชวนเชื่อ(Propaganda Techniques) อาจสรุปลงง่ายๆ 7 ข้อ ได้แก่

1. Ad Hominem : โจมตีตัวบุคคล
สร้างศัตรูบุคคลขึ้นมาเป็นหุ่นรับการโจมตีหลัก แล้วจับผิด โจมตี ด่าทอ
ต่อว่า ทั้งเรื่องส่วนตัว
และคำพูดทุกคำพูดของคนๆนั้น
รวมถึงการสร้างภาพให้ฝ่ายศัตรูที่ตั้งขึ้นมาโจมตีเป็นปีศาจร้าย
เปรียบเทียบกับความชั่วร้ายในโลกทั้งมวล
ทั้งในพระคัมภีร์ศาสนาและประวัติศาสตร์

ตัวอย่าง เช่น การโจมตีทักษิณว่าต้องการโค่นล้มสถาบัน
การลากโยงว่ามีความสัมพันธุ์ในเชิงชู้สาวกับนักร้องรุ่นลูก การว่าเป็น:-)
เป็นเทวทัตกลับชาติมาเกิด

2. Ad nauseum : พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก มีสุถาษิตไทยบทหนึ่งว่า
"อันเสาหินแปดศอกตอกเป็นหลัก ไปมาผลักบ่อยเข้าเสายังไหว"

กระบวนการปราศัยของ แกนนำ พธม. จะมีวิธีการหนึ่งเรียกว่า
พูดซ้ำแล้วซ้ำอีก โจมตีจุดเดียวในแต่ละวันที่ขึ้นเวที
เดี๋ยวมันก็เชื่อเอง
วิธีการ พธม. จะใช้คนพูดในระดับรองๆ ที่ไม่ได้เด่นดังมากนัก
ขึ้นพูดในช่วงเย็นๆก่อน เพื่อหยั่งกระแสดูท่าทีว่ากองเชียร์รู้สึกอย่างไร
ถ้า มีแนวโน้มว่าจะเชื่อเรื่องไหน วันนั้น คนพูดระดับแม่เหล็กคนต่อๆ มา
ก็จะพูดเรื่องนั้นซ้ำไปซ้ำมา กันทุกคน แต่จะทำให้ดูเหมือนมีระบบ ก็คือ
แต่ละคนจะพูดเรื่องเดียวกัน แต่คนละแง่ เช่นในแง่ของสังคม
ในแง่ของเศรษฐกิจ ในแง่ของวัฒนธรรม แต่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่
"เป็นการพูดเท็จ ซ้ำไปซ้ำมา" จนกระทั้งทำให้ความคิดของกองเชียร์เปลี่ยนไป
เช่น จากคิดว่า "ไม่ใช่" กลายเป็น "ลังเล" เข้าสู่ "ไม่แน่ใจ 50 50"
ผันไป "น่าจะใช่ 80 20" สุดท้าย "ใช่แน่ๆ 100%"

3. Big Lie : โกหกคำโต โยเซฟ เกิบเบิลส์(1897-1945)
รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการ(minister of propaganda) มือขวาของฮิตเลอร์
กล่าวว่า
"The bigger the lie, the more it will be believed."
"ยิ่งโกหกคำโตเท่าไร, มันยิ่งน่าเชื่อไปเท่านั้น" และ
"The great masses of people will more easily fall victims to a big lie
than to a small one."
"ฝูงชนมหาศาลถูกหลอกด้วยการโกหกเรื่องใหญ่ ง่ายกว่าโกหกเรื่องเล็กๆ"
การ โกหกเรื่องเล็กๆที่มีรายละเอียดปลีกย่อย อาจมีผู้จับโกหกได้ง่าย
แต่การโกหกเรื่องใหญ่ๆเพื่อหลอกให้เชื่อ
มันย่อมครอบคลุมเรื่องต่างๆหลากหลาย อย่างน้อยต้องมีข้อใดข้อหนึ่งที่
ถูกจริตผู้ฟัง และเมื่อคนพูดพูดในสิ่งที่คนฟังอยากจะเชื่ออยู่แล้ว
เขาก็พร้อมจะยอมเชื่อโดยดี แม้ว่าคำโกหกเรื่องใหญ่นั้น จะเท็จครึ่ง
จริงครึ่ง หรือไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความจริงอยู่เลย

ตัวอย่าง ที่เห็นได้ชัดก็คือ ปฏิญญามือถือ เรื่องที่ฮาสุดคลาสิค
"ปฏิญญาฟินแลนด์" เป็นเรื่องที่โกหกได้ยิ่งใหญ่
แต่แหกตากองเชียร์ได้ผลมากมาย เกิดผลกับสังคมได้อย่างรุนแรงพอสมควร
กินเวลาอยู่หลายอาทิตย์ กว่าจะมีการออกมาแก้เกมส์ ว่าจริงๆ มันเป็นเรื่อง
"โจ๊กใส่ไข่ ใส่ผักชี" ลอง ดูปัจจุบันซิครับ มีใครคนไหนในแกนนำ พธม
กล้าเอ่ยเรื่องนี้บ้าง มีกองเชียร์คนไหนกล้าถกเรื่องนี้บ้าง แต่ละคน
"ทำเป็นลืม กันเสียหน้า" ว่าพลาดที่ไปเชื่อ

4. Name calling : สร้างสมญานาม การสร้างชื่อแทนใช้เรียกย่อๆ ง่ายๆ
และตีความได้เข้าข้างตัวเอง หรือสร้างภาพเสียหายให้ศัตรู
เป็นเทคนิคของการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่ง

เช่น ระบอบทักษิณ ทุนนิยมสามานย์ หรือแม้แต่กระทั่งชื่อ
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ฟังดูดี ฟังว่าทำเพื่อประชาธิปไตย
ทั้งๆ ที่การกระทำนั้น ทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างรุนแรง


5. Black and White fallacy : ตรรกะผิด-ถูก แบบขาว-ดำ ผู้โฆษณาชวนเชื่อ
ต้องสร้างภาพการแบ่งแยกฝ่ายถูกผิดชัดเจนเป็นสีขาว-ดำ
ใครเข้าข้างจะเป็นฝ่ายถูกฝ่ายธรรมะ
ส่วนใครไม่เห็นด้วยก็จะถูกผลักไปเป็นฝ่ายผิด เป็นฝ่ายอธรรมทันที
ในความเป็นจริงแล้ว เรามีแต่สีเทา จะเทามากหรือเทาน้อย
ก็แล้วแต่ว่าเงื่อนไขใด ในทางอุดมคติเราต่างก็แสวงหาความดี
ความถูกต้องตาม หลักคำสอนทางจริยธรรมและศีลธรรมอยู่เสมอ
เมื่อแกนนำให้เข้าร่วมกับความถูกต้องชัดเจนย่อมไม่แปลกที่
จะหลงเชื่อในสิ่งที่แกนนำกล่าวอย่างง่ายดายและอาจไม่ฉุกคิดเลยว่า
สิ่งที่แกนนำพูดไม่ตรงกับการกระทำอย่างใดเลย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด "เราทำเพื่อพ่อ เราทำเพื่อสถาบัน
ใครไม่อยู่ข้างเรา มันผู้นั้น ทรยศต่อชาติ ราชบัลลังค์ ใช่ไม่ใช่พี่น้อง"
ทั้งๆ ที่ไม่เคยอะไรเชิงสร้างสรรค์ ในการแสดงออกเรื่องการรักสถาบัน
การรักชาติ ขนาดขบวนเสด็จยังไม่ให้ผ่าน ม๊อบไม่หลีกทางให้

6. Flag Waving, Beautiful thing, and Great People reference :
ชูธงสูงส่ง อ้างสิ่งสวยงาม ตามหลักมหาบุรุษ
การโฆษณาชวนเชื่อนั้นจะอ้างตนเองและกลุ่ม แนว คิดของตน ให้ดูยิ่งใหญ่
สูงส่ง อลังการ มีคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ด้วยคำพูดและป้ายประกาศ
ใช้ข้อความที่ดูดี อ้างอิงสิ่งเหนือธรรมชาติหรือนามธรรมที่คนยอมรับว่าดี
เช่นเทพเจ้า พระเจ้า เทพยดา อ้างแนวทางของบุคคลในประวัติศาสตร์
ศาสดาที่ยิ่งใหญ่ เช่น พระพุทธเจ้า พระมะหะหมัด พระคริสต์ มหาตมะคานธี
อับราฮัม ลินคอล์น อ้างพระคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ ฯลฯ แต่
การอ้างดังกล่าวแตกต่างไปจากการเผยแผ่หรือโน้มนำที่ดีตามปกติ
ด้วยว่าการโฆษณาชวนเชื่อ
จะนำภาพลักษณ์ที่ดูสูงส่งสวยงามเหล่านั้นมาบิดเบือนให้เข้าข้างแนวคิดของตน

ตัวอย่าง เช่น สนธิอ้างว่า ได้นั่งทางใน เป็นผู้วิเศษ ปะพรมน้ำมนต์
เพื่อให้ภาพลักษณ์ตัวเองดูเป็นผู้วิเศษ
ตอกย้ำความเชื่อสาวกให้ศรัทธาเลื่อมใส และ
แกนนำพธม.มักจะอ้างหลักทางพุทธศาสนา ว่าพวกพธม. เป็นกองทัพธรรมที่สูงส่ง
แต่ทักษิณเป็นซาตาน เป็นเทวทัต กลับมาชาติมาเกิด แบบนี้อยู่เนืองๆ


7. Disinformation by mass media : ควบคุมกำจัดข้อมูลผ่านสื่อสารมวลชน
การ บอกข้อมูลไม่ครบ บอกความจริงไม่หมด
เลือกแต่เฉพาะข้อมูลหรือข่าวที่ส่งผลดีต่อฝ่ายตนเอง ใช้การอ้างนอกบริบท
หรือนำคำพูดที่ไม่เกี่ยวข้องกันมาแต่งเติมเสริมเข้าไปให้ดูดี
ยิ่งใช้สื่อมวลชนที่เข้าถึงคนหมู่มาก ยิ่งบอกผ่านกันไปปากต่อปาก
และยิ่งดูน่าเชื่อถือ หลายๆคนพอตั้งข้อสงสัย ก็ถูกตอบว่า
"ก็ทีวีว่ามาอย่างนี้" "ก็นักวิชาการท่านโน้น ท่านนี้บอกมาอย่างนี้"

วิธี นี้เป็นวิธีที่ แกนนำ พธม.ใช้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะเรื่องการบอกไม่ครบ
แม้กระทั่งปัจจุบันยังนำมาใช้ในการบิดเบือนข่าวสาร โดยไม่ลงเนื้อหาให้ครบ
ทำให้คนเข้าใจผิดแม้กระทั่งในม๊อบ ก็ยังใช้วิธีการบอกต่อ แบบปากต่อปาก
ว่าแกนนำได้รับการสนับสนุนจากคนโน้นคนนี้ ว่าทักษิณทำอย่างโน้นอย่างนี้
แบบที่พูดบนเวทีไม่ได้พธม. จะมีหน่วยหน้าม้า กระจายข่าวในกลุ่ม
ในหมู่กองเชียร์ เพื่อชี้นำความคิดไปในทิศทางของตน

วิธีการโฆษณาชวนเชื่อ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับกองเชียร์ พธม.
ที่หลงเชื่อเป็นอันมาก
มัน ทำให้ตรรกะของกองเชียร์บิดเบี้ยวโดยไม่รู้ตัว
กองเชียร์จะเห็นคนอื่นที่ไม่ใช่ พธม. ด้วยกัน เป็นคนผิดหมด เป็นคนโง่
รู้ไม่เท่าทันเหมือนตนหนักเข้า กองเชียร์ก็จะโดนแกนนำโน้มน้าวว่าให้ปิดหู
ปิดตา ไม่ต้องดูสื่ออื่นๆ นอกจากสื่อที่แกนนำบอกให้ดู
ซึ่งกองเชียร์ก็เชื่อ ดูข่าวจากแหล่งเดียวและเชื่อโดยทันที
หรือแม้กระทั้งกองเชียร์บางคนกลาย เป็นคนใช้ถ้อยคำหยาบคาย ด่าทอ เสียดสี
คนที่ไม่เห็นด้วย ทั้งๆที่ไม่เคยมี พฤติการ หรือนิสัยหยาบคายมาก่อน
กองเชียร์พร้อมบริจาค ทุ่มเททั้งกำลังกายและทรัพย์สินให้กับแกนนำ
โดยไม่เหลือให้ตัวเองและครอบครัว ไม่คิดหน้าคิดหลัง ให้จนสุดตัว
บ้าจนหมัดตัว ทุ่มจนสุดใจ ซึ่งกว่าจะรู้ตัว สิ่งแวดล้อม สังคม
เพื่อนฝูงของกองเชียร์แฟนพันธุ์แท้เหล่านี้
ก็จะเหลือเพียงคนที่เป็นกองเชียร์ด้วยกันเท่านั้น เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง
ที่เคยคบหากันด้วย ต่างก็หลบลี้หนีหน้า

มันช่างน่าสงสารเสียจริงๆ รักชาติจนป่นปี้ รู้ทันจนบรรลัย...

*ข้อสังเกต บรรดาแฟนพันธุ์แท้ของ พธม. ที่หลงเหลืออยู่ พวกเหนียวแน่น
จะมีคุณสมบัติหนึ่งที่คล้ายคลึงกันคือ เป็นพวก รู้แบบครึ่งๆ กลางๆ
รู้ไม่จริง ซะเป็นส่วนมาก และใครแตะต้องวิจารณ์แกนนำไม่ได้เด็ดขาด
จะต้องปฏิบัติการโต้ตอบแบบอดรนทนไม่ไหว ตามแต่วิธีการ

จากคุณ : ปูอิศรีย์1

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8770759/P8770759.html

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

21 กลยุทธ์ในตำราพิชัยสงครามไทยแต่โบราณ

ตำราพิชัยสงครามของไทย เขียนโดยการผูกโยงเป็นคำกลอน มีทั้งสิ้น ๒๑ กลยุทธ์

ฤทธี สีหจักร ลักษณ์ซ่อนเงื่อน
เถื่อนกำบัง พังภูผา ม้ากินสวน
พวนเรือโยง โพงน้ำบ่อ ล่อช้างป่า
ฟ้างำดิน อินทร์พิมาน ผลาญศัตรู
ชูพิษแสลง แข็งให้อ่อน ยอนภูเขา
เย้าให้ผอม จอมปราสาท ราชปัญญา
ฟ้าสนั่นเสียง เรียงหลักยืน ปืนพระราม


กลยุทธ์ ๑ : กลฤทธี

กลอันหนึ่ง..........................ชื่อว่าฤทธีนั้น
ชั้นทะนงองอาจ....................ผกผาดกล่าวเริงแรง
สำแดงแก่ข้าแกล้วหาญ..........ชวนทำการสอนศาสตร์
อาจเอาบ้านเอาเมือง..............ชำนาญเนืองณรงค์
ยงใจผู้ใจคน.......................อาสาเจ้าตนทุกค่ำเช้า
จงหมั่นเฝ้าอย่าครา...............พักตราชื่นเทียมจันทร์
ทำโดยธรรมจงภักดิ์..............บันเทิงศักดิ์จงสูง
จูงพระยศยิ่งหล้า.................กลอันศึกนี้ว่า กลชื่อฤทธี


กลยุทธ์นี้สรุปความว่า ให้ฝึกซ้อมให้เชี่ยวชาญการศึก ให้พร้อมที่จะรบได้ตลอด เมื่อมีโอกาสจะได้อาสาเจ้านายทำศึก การจะชนะศึกได้ต้องเตรียมพร้อมให้ดี ฝึกฝนฝีมือสม่ำเสมอไม่ประมาท มีวินัย นับเป็นกลยุทธ์พื้นฐานที่ ทุกกองทัพต้องมี ถ้าทัพใดหย่อนยานการฝึกและขาดวินัย ก็เตรียมใจพ่ายแพ้ได้เลย และการที่กองทัพจะแสดง “ฤทธิ์” ได้นั้นต้องมีแม่ทัพที่ดี ที่เอาใจใส่ร่วมเป็นร่วมตายกับลูกน้อง เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจึงจะสามารถฝ่าฟัน พิฆาตไพรีเอาชนะศึกได้

กลยุทธ์ ๒ : กลสีหจักร

“กลหนึ่งชื่อว่าสีหจักร..........ให้บริรักษ์พวกพล
ดูกำลังตนกำลังท่าน..........คิดคะเนการแม่นหมาย
ยักย้ายพลเดียรดาษ..........พาสไครคลี่กรรกง
ตั้งพลลงแปดทิศ..............สถิตช้างม้าอย่าไหว
ตั้งพระพลาชัยจงสรรพ.......จงตั้งทัพโดยศาสตร์
ฝังนพบาทตรีโกน.............ให้ฟังโหรอันแม่น
แกว่นรู้หลักมิคลาด............ให้ผู้อาจทะลวงฟัน
ให้ศึกผันแพ้พ่าย..............ย้ายพลใหญ่ให้ไหว
ไสพลศึกให้หนี................กลศึกอันนี้ชื่อว่า สีหจักร”


กลยุทธ์นี้สรุปใจความอยู่ที่ “ดูกำลังตนกำลังท่าน” ซึ่งก็คือ “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครา” ในพิชัยสงครามซุนวูนั่นเอง การรู้เขารู้เราเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าเราไม่รู้ว่าจุดด้อยของเราคืออะไร เราก็จะป้องกันไม่ถูก และถ้าเราไม่รู้จุดบอดของข้าศึก ดุ่มๆโจมตีไปความเสียหายย่อมมีมาก ดีไม่ดีสูญเสียทั้งกองทัพ ประดุจเดินผิดตาเดียวแพ้ทั้งกระดาน ดังนั้นข้อมูลข่าวสารจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการวางแผนทำศึก

กลยุทธ์ ๓ : กลลักษณ์ซ่อนเงื่อน

“กลหนึ่งลักษณ์ซ่อนเงื่อน.........เตือนกำหนดกฎหมายตรา
แยกปีกกาอยู่สรรพ.........................นับทหารผู้แกล้ว
กำหนดแล้วจงคง............................แต่งให้ยงยั่วเย้า
ลากศึกเข้าในกล............................แต่งคนแต่งช้างม้า
เรียงหน้าหลังโจเจ..........................รบโยเยแล้วหนี
ศึกติดตีตามติด.............................สมความคิดพาดฆ้องชัย
ยกพลในสองข้าง...........................ยกช้างม้ากระทบ
ยอหลังรบสองข้าง..........................จึ่งบ่ายช้างอันหนี
คระวีอาวุธโห่ร้อง............................สำทับก้องสำคัญ
ยืนยันรบทั้งสี่................................คลี่พลออกโดยสั่ง
ศัตรูตั้งพังฉิบหาย...........................อุบายศึกอันนี้

ชื่อว่าลักษณ์ซ่อนเงื่อน”

กลยุทธ์นี้มีให้เห็นทุกนิยายพงศาวดาร และทุกตำราพิชัยสงคราม นักการทหารทุกคนทราบดี แต่ก็มักจะได้ผลเสมอ ๆ ปราชญ์โบราณท่านแต่งร่ายได้เห็นภาพเลย คือแต่งทัพหลอกล่อให้ข้าศึกหลงกลตามตีแล้วทำเป็นพ่ายให้ข้าศึกได้ใจตามตีต่อ เข้าสู่ killing field ที่มีทัพหนุนของเราซุ่มคอยโอบล้อมโจมตีอยู่ ที่ไหนกองทัพข้าศึกจะไม่พลาดพลั้งเสียทีแก่เรา

กลยุทธ์ ๔ : กลเถื่อนกำบัง

“กลหนึ่งชื่อว่าเถื่อนกำบัง........รั้งรบพลตนน้อย
ชัดคนคล้องแฝงป่า.......................แต่งพลหล้าแล่นวง
ทั้งกงนอกกงใน..........................ไว้ช้างม้าให้แฝง
แทงให้ร้องทรหึง..........................มี่อึงฆ้องกลองชัย
ไว้ให้เสียงสำทับ..........................ปืนไฟกับธนู
หน้าไม้กรูกันมา...........................ดาบทะลวงฟันดาหลัง
ประนังช้างม้าเรี่ยชายไพร...............ลูกหาบในป่าโห่
เกราะเสโลนี่นั่น..........................ให้ศึกงันรึถอย
ครั้นศึกคล้อยเห็นผู้ห้าว.................กลเสือคราวครึมป่า
แล้วออกหล้าแล่นฉาว...................ทำสามหาวซ่อนเล็บ
เก็บแต่เตียนกินรก.......................ลอบฉวยฉกเอาจงเนือง
ให้ศึกเคืองใจหมอง......................คลองยุบลดังนี้
ชื่อว่าเถื่อนกำบัง”

กลเถื่อนกำบังคือ ฝ่ายเราคนน้อยกว่าแต่ทำเป็นมีกำลังมากกว่า หลอกให้ศัตรูไม่กล้าโจมตี เพราะเกรงว่าจะมีกำลังซ่อนอยู่ อุบายเมืองเปล่าที่ขงเบ้งขู่สุมาอี้นับเป็นตัวอย่างอันดี

(ใครที่เคยดู ภาพยนตร์ สุริโยไท ๕ ชั่วโมง ก็จะเคยได้ยินนะครับ ตอนที่ ขุนพินิจ กำลังถวายการสอนแก่ ราชธิดาในพระสุริโยไท ขุนพินิจจึงสอน กลศึก "เถื่อนกำบัง" )

กลยุทธ์ ๕ : กลพังภูผา

“กลนี้ชื่อพังภูผา.......แม้ศึกมาปะทะ
อย่าเพ่อระเริงแรง..............สำแดงดุจเห็นน้อย
ชักคล้อยแฝงป่าเข้า............ศึกเห็นเราดูถูก
ผูกช้างม้าออกไล่..............ยอพลใหญ่กระทบ
ผิรบเข้าบ่ไหว...................ให้ช้างม้าโรมรุม
กลุ้มกันหักอย่าคลา............อย่าช้าเร่งรุมตี
ศึกแล่นหนีตามต่อย...........ให้ยับย่อยพรายพรัด
ตัดเอาหัวโห่เล่น.................เต้นเริงรำสำแดงหาร
ให้ศึกคร้านคร้ามกลัว...........ระรัวระเสริดสัง
กลศึกอันนี้ชื่อว่าพังภูผา”

กลยุทธ์นี้จะตรงกันข้ามกับกลเถื่อนกำบัง คือฝ่ายเรามีมากกว่าแต่กลับหลอกให้ข้าศึกตายใจว่า เรามีทัพน้อยอ่อนด้อย หลอกให้ข้าศึกตั้งตนประมาทเข้าตี แล้วในที่สุดก็เสร็จเรา

กลยุทธ์ ๖ : กลม้ากินสวน

“กลหนึ่งชื่อว่าม้ากินสวน.....ให้หาผู้ควรหาญห้าว
ลาดเอาเหย้าเอาเรือน.................บ้านถิ่นเถื่อนอยู่ใกล้
จับกุมได้เอามา.........................นานาเลศเทศกาล
ปันพนักงานจงขาด....................ปรนไปลาดเนืองๆ
ให้ศึกเคืองใจแค้น....................แม้นจะอยู่ก็บ่มีสุข
บุกขับกับทุกเดือน....................เตือนใจตื่นไปมา
กลขับปลาให้ห้อม....................ด้อมดักสักสุ่มเอา
ให้ศึกเหงาใจถอย....................ค่อยเก็บนอกเข้ามา
ให้ระอาใจอ่อน.......................ผ่อนผู้คนให้หนี
กลอนกล่าวกลศึกนี้.................ชื่อว่าม้ากินสวน”

พฤติกรรมม้ากินสวนคือ ค่อย ๆ ตอดเล็มกินทีละนิดทีละนิดค่อยเป็นค่อยไป แต่สุดท้ายก็กินจนหมดสวน คือการตีรุกคืบทีละนิดค่อยๆกลืนกินดินแดนทีละส่วนทีละน้อย เป็นกลยุทธ์ที่ใช้มากในสงครามโลกครั้งที่1 คือสงครามสนามเพาะ คือค่อยๆยึดพื้นที่ทีละน้อย แล้วขุดสนามเพาะไว้ให้ทหารประจำการ ทหารที่อยู่ในหลุมเพาะสามารถโจมตีข้าศึกที่เคลื่อนที่เข้ามาได้ แต่ตัวอยู่ในหลุมสามารถป้องกันการโจมตีจากอีกฝ่ายได้ สงครามนี้กินเวลายาวนานเพราะทั้งสองฝ่ายต่างทำสนามเพาะเฝ้าระวังซึ่งกันและ กัน กว่าจะกินพื้นที่ได้สักกิโลเมตรหนึ่งใช้อาจเวลานานเป็นสัปดาห์ สงครามลักษณะนี้สิ้นสุดด้วยการประดิษฐ์รถถังเข้าโจมตี เพราะรถถังสามารถป้องกันกระสุนที่เหล่าทหารในหลุมเพาะโจมตีได้ และยังเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่เป็นหลุมบ่อ ของสนามเพาะไปโจมตีข้าศึกได้

กลยุทธ์ ๗ : กลพวนเรือโยง

“กลศึกอันหนึ่ง...........ชื่อว่าพวนเรือโยง
ประดุจพะองปีนตาล..............ทำจงหวานแช่มชิด
ผูกเป็นมิตรไมตรี.................สิ่งใดดียกให้
ละไล่ต่ออย่าเสีย.................แต่งลูกเมียให้สนิท
ติดต่อตั้งยังกล....................ยุบลช้างเถื่อนตามโขลง
โยงเบ็ดราวคร่าวเหยื่อย่าม......ค่อยลากก้ามเอามา
ด้วยปัญญาพิสดาร...............กลการศึกอันนี้
ชื่อว่าพวนเรือโยง”

เมื่อข้าศึกมีฝีมือเก่งกล้าเอาชนะไม่ได้ง่าย อย่ากระนั้นเลยเอามันเป็นพวกเลยดีกว่า ไม่ต้องรบให้เหนื่อยแถมได้กำลังอันเก่งกล้านั้นเป็นพวกอีกต่างหาก ทำได้โดยการ ให้ทรัพย์สมบัติดีมีราคา ใ ห้สาวงาม ยกลูกสาวให้จะได้เป็นญาติกันเสีย ฝ่ายนั้นก็ไม่กล้ามาโจมตีเรา เพราะเรามีศักดิ์เป็นพ่อตาเสียแล้ว ในพงศาวดารไทย และจีนมีตัวอย่างกลยุทธ์เช่นนี้มาก

กลยุทธ์ ๘ : กลโพงน้ำบ่อ

“กลหนึ่งชื่อว่าโพงน้ำบ่อ.......คิดติดต่อข้าศึก
ฝ่ายเขานึกดูแคลน....................ใครรุกแดนรุกด้าว
เลียบเลียมกล่าวข่มเหง...............ชรเลงดูหมิ่นเรา
โอนอ่อนเอาอย่างขวาง...............ข้างเราทำดุจน้อย
ค่อยเจรจาพาที........................ลับคดีชอบไว้
อ่อนคือใครตามใจ....................น้ำไหลลู่หลั่งหลาม
พูดงามก้านกิ่งใบ.....................อัธยาศัยถ่อมถด
อดคำกล่าวท่าวเอา....................ครั้นว่าเขาดูหมิ่น
ผินฟังคนดูแคลน.....................แดนพังพลดูถูก
ประดุจลูกหลานตน....................ครั้นสบสกลไซร้
จึงยกได้เขาคืน.......................เราลุกยืนผูกเอา
ได้เขาทำสง่าเงย......................เตยหน้าตาโอ่โถง
ดุจหนึ่งโพงใต้น้ำ......................คำคดีติดต่อ
ชื่อว่าโพงน้ำบ่อ”

กริยาโพงน้ำคือ ต้องน้อมตัวลงวิดน้ำ จึงจะได้น้ำมา เมื่อฝ่ายข้าศึกมีกำลังเก่งกล้า ต้องโอนอ่อนผ่อนตามเขาไปก่อน รอให้เขาประมาทเลิกระแวงคลายใจ เราจึงค่อยหาจังหวะลงมือ

กลยุทธ์ ๙ : กลล่อช้างป่า

“กลศึกอันหนึ่งชื่อว่าล่อช้างป่า.......ผี้ศึกมาคะคึก
ศึกครั้นหนีครั้นไล่...............................บ่ค่อยไต่ค่อยตาม
ลามปามแล่นไล่มา.............................ให้แทงหาขุมขวาก
พากที่เหวที่ตม..................................แต่งให้ล้มหลุมขุม
ซุ่มซ่อนตนสองปราด..........................แต่งให้ลาดเบื้องหน้า
คอยอยู่ท่าที่ดี..................................ถ้าไพรีเห็นได้
ศึกเห็นใคร่ใจคด...............................ค่อยถอยถดฝ่ายเรา
ฝ่ายเขาขามบ่ไล่...............................ฝ่ายเราไปล่รี้พล
ไว้เป็นกลหลายฐาน...........................ปันการตามน่าหลัง
ระวังยอหลายแห่ง.............................สบที่แต่งเนืองเนือง
พลเขาเปลืองด้วยกล..........................ยุบลล่อช้างเถื่อน
แล้วแต่งเตือนหน้าหลัง........................ทั้งไปน่าก็บ่ได้
ถอยหลังไปก็บ่รอด............................ทอดตนตายกลางช่อง
คลองยุบลดังนี้.................................ชื่อว่าล่อช้างป่า”

เคล็ดลับของกลยุทธ์นี้อยู่ที่ หลอกล่อให้ข้าศึกหลงกลมาติดกับเรา วางหลุมพรางล่อหลอกเป็นระยะ ๆ จนสุดท้ายทัพข้าศึกก็ถูกทำลายย่อยยับปราชัยไป การหลอกล่อจะใช้อะไร ก็ขึ้นอยู่กับแม่ทัพของฝ่ายศัตรู ถ้าโลภก็ทิ้งของมีค่า ทิ้งสเบียงให้ตามไปเก็บ ถ้าแม่ทัพมีปัญญา ต้องลวงล่อด้วยกลศึก ให้หลงเข้าใจผิด

กลยุทธ์ ๑๐ : กลฟ้างำดิน

“กลศึกอันหนึ่ง...................ชื่อว่าฟ้างำดิน
หมั่นสำเหนียกพลพฤนทรามาตย์.....ให้ใจอาจใจหาญ
ชำนาญช้างม้ากล้าณรงค์ ...............มั่นให้คงชี้ฉับเฉียว
เหลีอบเหลียวหน้าซ้ายขวา..............ไปมาผับฉับไว
ใช้สวยยอดยวดยง.......................จงชำนาญแล่นแอ่นไว
ปืนไฟหน้าไม้พิษ.........................สนิทธนูดาบดั้งแพน
แสนเสโลหโตมร.........................กรไว้พุ่งเชี่ยวชาญ
ชำนาญศิลป์ทั้งปวง.......................ถลวงฟันรันรุม
ชุมพลสิบพลร้อย.........................อย่าให้คล้อยคลายกัน
ทั่วพลพันพลหมื่น........................หื่นพลแสนพลล้าน
จรเดียวดาลเด็ดมา.......................แปรงาช้างบ่ายตาม
ฟังความตามบังคับ.......................กับเสบียงเรียงถุง
ประดุงไพร่พลช้างม้า.....................กลศึกอันนี้ว่า ชื่อฟ้างำดิน”

กลยุทธ์นี้ เน้นที่การเคลื่อนทัพให้พร้อมเพรียง แม่ทัพสามารถบังคับบัญชากองทัพประดุจบังคับนิ้วในมือ แม้จะมีกองทัพใหญ่ก็เหมือนบังคับบัญชาทหารหน่วยย่อย
การที่จะสามารถบังคับบัญชา ทหารนับหมื่นนับแสนให้ พร้อมเพรียงกัน ทำงานประสานกันได้อย่างกลมกลืนนั้นทำได้ยาก ทุกหน่วยต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มิฉะนั้นแม้มีกำลังนับล้านก็มิอาจแสดงกำลังได้ สุดท้ายต้องพ่ายแพ้ภัยไปเอง

กลยุทธ์ ๑๑ : กลอินทร์พิมาน

“กลหนึ่งชื่อว่าอินทพิมาน.....ให้อาจารยผู้รู้
เทพยาคูฝังนพบาท....................แต่งสีหนารทข่มนาม
ตามโบราณผู้แม่น......................อันชาญแกวนเเหนประโยชน์
บรรเทาโทษโดยศาสตร์...............ยุรยาตรโดยอรรถ
ให้ประหยัดซึ่งโทษ....................อย่าขึ้งโกรธอหังการ์
มนตราคมสิทธิ์ศักดิ์....................พำนักในโบราณ
บูรพาจารย์พิไชย......................โอบเอาใจพลหมู่
ให้ดูสกุณนิมิต..........................พิศโดยญาณประเทศ
ภิเษกราชภักดี.........................ศรีสุริยศักดิ์มหิมา
แก่ผู้อาสานรนารถ....................เทพาสาธุการ
โดยดำนานดั่งนี้.......................ชื่อว่าอินทพิมาน”

กลยุทธ์นี้เน้นที่ การสร้างขวัญกำลังใจให้ฝ่ายเรา สมัยก่อน มี การใช้จิตวิทยาเพื่อปลุกระดมให้หึกเหิม ไม่กลัวศึก การปลุกเสกของวิเศษ คาถาอาคม มนตรายังเป็นสิ่งที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน กองทัพที่มีขวัญกำลังใจดี ย่อมเอาชนะศึกได้ไม่ยาก ของไทยเราที่เห็นเด่นชัดมาแต่โบราณก็คือพิธีตัดไม้ข่มนาม คือทำพิธีตัดต้นไม้ที่มีนามพ้องกับศัตรู ยกตัวอย่างเช่นสมัยรัชกาลที่6 เมื่อทรงนำไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่1 ทรงกระทำพิธีตัดไม้ข่มนาม ฟันต้น “ฝรั่ง” ก่อนจะส่งทหารไปร่วมรบในยุโรป

กลยุทธ์ ๑๒ : กลผลาญศัตรู

“กลหนึ่งชื่อว่าผลาญศัตรู........ข้าศึกดูองอาจ
บ่พลาดราษฎรกระทำ....................นำพลพยัคฆะปะเมือง
พลนองเนืองแสนเต้า.....................แจกเล่าเข้าเชาเรา
เอาอาวุธจงมาก...........................ลากปืนพิษพาดไว้
ขึ้นหน้าไม้ธนู..............................กรูปืนไฟจุกช่อง
ส่องจงแม่นอย่าคลา......................ชักสารพาบรรทุก
อย่าอุกลุกคอยฟัง........................อย่าประนังตนเด็ด
เล็ดเล็งดูที่มั่น.............................กันที่พลจงคง
คนหนึ่งจงอย่าฉุก........................ปลุกใจคนให้หื่น
ให้ชื่นในสงคราม........................ฟังความสั่งสำคัญ
ฆ้องกลองพลันแตรสังข์................ประนังโรมรันรุม
เอาจุมพลดาศึก..........................พิพฤกคะเป็นนาย
ครั้นถูกกระจายพ่ายพัง.................พลเสริดสั่งฤาอยู่
บ่เป็นหมู่เป็นการ........................โดยสารโสลกดั่งนี้
ชื่อว่าพลาญศัตรู”

กลยุทธ์นี้คือการปลุกใจกองทัพให้หึกเหิมกล้าหาญ พร้อมจะตะลุยฟาดฟันอริราชศัตรู การที่ทัพจะหึกเหิมกล้าหาญไม่กลัวตายได้นั้น ต้องมีผู้นำทัพที่เป็น“ทหารเสือ” กล้าบุกตะลุยนำทัพจึงจะชนะศึกได้ ทัพแกะที่มีราชสีห์นำ อาจชนะทัพราชสีห์ที่แกะนำได้ฉันใด แม้จะมีกองทัพที่อ่อนแอ แต่ถ้ามีแม่ทัพที่เข้มแข็งก็อาจเอาชนะศึกได้ฉันนั้น

กลยุทธ์ ๑๓ : กลชูพิษแสลง

“กลหนึ่งว่าชูพิษแสลง.......ข้าศึกแรงเรืองฤทธิ์
คิดไฝ่ภัยเอาเรา......................เคยเขามากมาก
ภาคที่แคบที่คับ......................สลับรี้พลช้างม้า
เคยคลาปล้นรุกราม.................ผลาญล่อลวงบ้านเมือง
เนืองเนืองมาเพื่อนตน...............ให้ใส่กลปราศรัย
ฝากของไปฝากรักษ์.................ลักลอบให้เงินทอง
รังวันปองขุนใหญ่....................หัวเมืองไพร่ข้าศึก
ให้ตรึกจงลับแล้ง....................แข่งอุบายเล่ห์คิด
ไปมาสนิทเป็นกล....................ให้เขาฉงนสนเท่ห์
เพราะเป็นเล่ห์ภายใน.................บ่ไว้ใจแก่กัน
ผันใจออกกินแหนง...................แยงให้ผิดด้วยกัน
ชูพิษผันแปรพิษ......................ให้ผิดกันเองโจกเจก
บ่เป็นเอกใจเดียว......................บ่เป็นเกี่ยวเป็นการ
เพราะพิษพลาญศัตรู.................กลศึกอันนี้
ชื่อว่าชูพิษแสลง”

กลยุทธ์นี้คือการยุแยงให้พันธมิตร ไม่ไว้ใจกัน ไม่ให้รวมตัวกันติด แล้วเข้าทำลาย และเข้ายึดครอง เป็นกลยุทธ์หลักที่มหาอำนาจตะวันตกชอบใช้ ในสมัยล่าอาณานิคม ให้แต่ละเผ่าแต่ละฝ่ายในประเทศผิดใจกัน ไม่ไว้ใจกันจนเป็นปัญหาสืบมาจนถึงปัจจุบัน ดังเช่นปัญหาอินเดีย-ปากีสถาน, ตะวันออกกลาง, และคาบสมุทรเกาหลี เป็นต้น

กลยุทธ์ ๑๔ : กลแข็งให้อ่อน

“กลหนึ่งแข็งให้อ่อน.......ผ่อนเมื่อศัตรูยก
ให้ดูบกดูน้ำ..........................ซ้ำดูเข้ายาพิษ
พินิจพิษจงแหลก....................ตัดไม้แบกเบื่อเมา
เอาไปทอดในน้ำ....................ทัพซ้ำหนามขวาก
แต่งจงมากท่าทาง..................วางจางห้าวแหลมเล่ห์
บ่อดานทางเข่าที่ขัน................กันหลายแห่งที่คับ
แต่งสนับไว้จ่อไฟ..................ไล่เผาคลอกป่าแขม
แนมหวากแนมห่วงน้ำข้าม........ตามเผาป่าแทบทัพ
ยับไม้เผาเป็นถ่าน..................หว่านไฟไว้รายเรียง
รอเผาเสบียงจงสิ้น.................อย่าให้กินเป็นอาหาร
แต่งคนชาญหลอกทัพ............ให้เสียหับเสียหาย
ทำลายคาบเนืองเนือง.............เปลืองเสบียงเปล่าเฉาแรง
กลเชื้อแข็งให้อ่อน”

กลยุทธ์นี้คือการทำให้ศัตรูอ่อนแรง โดยการล่อหลอกวางเล่ห์กล ทำขวากหนาม เผาทำลายค่ายเสบียง ให้ข้าศึกอ่อนแรง จนไม่มีศักยภาพพอในการทำศึกสงครามกับเรา

กลยุทธ์ ๑๕ : กลยอนภูเขา

“กลหนึ่งยอนภูเขา..........ข้าศึกเนาประชิ
ให้ริดูช่องชอบ........................ที่จะขอบจะขัง
แต่งระวังยักย้าย.....................ฝ่ายพลเขาเอาเสบียง
เรียงงานในเมืองเรา.................เอาใจไพร่ใจพล
คนอยู่ประจำการ.....................พนักงานใครใครรบ
แต่งบรรจบพลแล่น.................ให้ทำแกว่นชวนกัน
แต่งถลวงฟันบุกทัพ.................คอยฟังศัพย์สำคัญ
หาที่ยันที่อ้าง.........................เอาม้าช้างเป็นดิน
ปีนคูหักค่ายเข้า......................รบรุกเร้ารุมแทง
อย่าคลายแคลงพรายพรัด.........ตัดให้ม้วยด้วยกัน
ให้สำคัญจงแม่น.....................แล่นช้างม้าวางขวาก
เขาตามยากเอาเรา..................เท่าทิศที่ตนหมาย
ฆ่าให้ตายกลากลาด................ต้องบาดเจ็บป่วยการ
ศัตรูดาลระทด.......................ขดด้วยเสียงปืนไฟ
ในเมืองเร่งโห่ร้อง...................ให้มี่ก้องนิรนาท
มีปี่พาทย์เสียงสรวญใน............ชมชื่นใจขับรำ
ซ้ำทะนงองอาจ......................ปืนไฟพาดประนัง
กลชื่อพังภูเขา”

ชื่อของกลยุทธ์นี้อาจทำให้สับสน เพราะขึ้นต้นด้วย “ ยอนภูเขา” แต่กลับจบด้วย “ พังภูเขา” อาจเป็นเพราะหาคำสัมผัสไม่ได้ ใจความสำคัญอยู่ที่ “ ฝ่ายพลเขาเอาเสบียง เรียงงานในเมืองเรา” คือรู้ว่าข้าศึกส่งสายสืบเข้ามาในทัพเรา เราแสร้งทำเป็นไม่รู้แต่ซ้อนกลใช้สายนั้นให้ ส่งข่าวที่ผิดๆ หลอกล่อฝ่ายข้าศึกเป็นการ “ยอน หรือ ย้อนรอย” ให้ข้าศึกสูญเสียในที่สุด นอกจากนี้ยังต้องคอยระวังรักษาป้องกัน อย่าให้ข้าศึกบุกรุกเข้ามาได้

กลยุทธ์ ๑๖ : กลเย้าให้ผอม

“กลหนึ่งเย้าให้ผอมนั้น..........บั้นเมื่อให้เธอลีลา
พาธาอธิราช ...............................ให้พินาศศัตรู
หมั่นตรวจดูกำลัง..........................ช้างม้าทั้งรี้พล
ปรนกันพลัดไปลาด.......................ผาดจู่เอาแต่ได้
หนังสือไว้หมายหมก......................ว่าจะยกพลหลวง
ลวงใส่กลเป็นเขต..........................ดูในเทศการ
ให้ป่วยงานทำนา........................... แสงตรวจตราพลแกล้ว
แล้วคลายพลเราเสีย.......................เยียกลเมฆมืดฝน
ฝนไป่ตกตรนกอางขนาง..................ให้แผ้วถางแสร้งทำ
คคึกคำแรงรณ...............................ครั้นหลงกลยกเล่า
ลากพลเข้าเนืองเนือง......................แยงให้เปลืองไปมา
ดุจกลกาลักไข่...............................จะไล่ก็ไล่มิทัน
วันคืนปีป่วยการ..............................ข้าศึกต้านยืนอยาก
ให้ข้าวยากหมากแพง.......................สิ่งเป็นแรงให้แรงถอย
ร่อยรอนไข้ใจหิว.............................ตีนมือปลิวพลัดพราย
ไพร่หนีนายนายเปลี่ยว.....................บ่เป็นเรี่ยวเป็นแรง
ใครใครแข็งมิได้.............................ใครใครไม่มีลาภ
ถ้ารูปงามเสาวภาพย์ก็จะเศร้า..............กลอุบายนี้เล่า
ชื่อว่าเย้าให้ผอม”

กลยุทธ์นี้คือการนำกำลังทหารหน่วยย่อย ๆ เข้าตีรบกวนตามแนวชายแดน ให้ข้าศึกต้องเตรียมทัพเข้าสกัดไม่มีเวลาหยุดพักเพราะไม่รู้กำลังพลเรา ทำให้ขวัญและกำลังใจอ่อนด้อยลง ต้องเกณท์ทหารจัดทัพทั้งปีไม่มีเวลาทำไร่ไถนา เตรียมเสบียง เมื่อขวัญและกำลังข้าศึกอ่อนล้าเต็มที่แล้ว จึงค่อยเคลื่อนทัพใหญ่เข้าเผด็จศึก

กลยุทธ์ ๑๗ : กลจอมปราสาท

“กลหนึ่งชื่อจอมปราสาท..........องอาจมุ่งมาทดู
คูหอคอยเวียงวัง.............................ตั้งไชยภุมจงผับ
รู้ตั้งทัพพระพลาไชย.......................อย่าได้ไหวได้หวั่น
หมั่นดูฉบับธรรมเนียม......................เตรียมปูนปันเป็นกอง
น่าหลังสองตราบข้าง.......................รอบไว้ช้างม้ารถ
ห้วยธารคดโยธา.............................ให้รักษาจงรอบ
ทุกคันขอบนอกใน..........................อย่าได้ไหวปั่นป่วน
อย่าได้ด่วนคอยฟัง.........................คอยดูหลังดูน่า
จัดช้างม้ารี้พล................................ปรนกันกินกันนอน
อย่ายอหย่อนอุตส่าห์.......................ให้หมั่นว่าหมั่นตรวจตรา
ทังกะลากะแลงแกง.........................อย่าได้แฝงนายไพร่
ภัยรักษาจงมาก..............................อย่าให้ยากใจพล
อย่าทำกลดุจเสือ............................บกเรือจงชำนาญ
ชาญทั้งที่โดยกระบวน......................คิดควรรู้จงผับ
นับหน้าดูผู้อาสา..............................หาคนดีเป็นเพื่อน
อย่าเลื่อนถ้อยให้เสียคำ....................ทำอันใดโดยศาสตร์
ตามฉบับราชโบราณ.........................กระทำการให้รอมชอม
กลศึกอันนี้ชื่อว่าจอมปราสาท”

กลยุทธ์นี้ท่านให้รู้จักจัดทัพ วางค่ายกล ให้รู้ว่าภูมิประเทศแบบไหนควรตั้งทัพอย่างไร จึงจะได้ชัย นอกจากนี้ท่านสอนให้รู้จักดูลักษณะของผู้ที่จะเป็นแม่ทัพไปทำศึก ให้เลือกคนที่เหมาะสมกับหน้าที่นั้นๆ ถ้าเลือกแม่ทัพผิดก็เตรียมใจแพ้ได้เลย

กลยุทธ์ ๑๘ : กลราชปัญญา

“กลหนึ่งชื่อว่าราชปัญญา..........พร้อมเสนาทั้งสองข้าง
ช้างม้ารถเสมอกัน...........................หานักธรรม์ผู้ฉลาด
อาจใส่กลไปปลอม..........................ด้อมดูที่ดูทาง
วางต้นหนคนใช้..............................ไว้กังวลแก่เขา
เอาสินให้หฤหรรษ์...........................ให้คิดผันใจออก
ทั้งภายนอกภายใน..........................หวั่นไหวใจไปมา
แต่งโยธาหัดกัน..............................หลายหมู่พรรค์หลายกอง
จองนายหนึ่งไพร่สี่...........................ทวีนายหนึ่งไพร่หก
ยกนายหนึ่งไพร่เก้า..........................เคล้านายห้าจองพล
ซ้ายขวาพลหน้าหลัง.........................ทั้งอาวุธท่าทาง
ถอยพึงกางกันรบ.............................ทบท่าวอย่าหนีกัน
คอยยืนยันรบพลาง..........................ใส่ยาวางเรียเด็ก
นายไพร่เล็ดลอดตาม.......................ให้ฟังความสั่งสำคัญ
ฆ้องกลองพลันธงไชย......................กดให้ไล่ให้หนี
ลีลาลาดศึกเข้า...............................ในพลเคล้าเป็นกล
สองกองพลซ้ายขวา.........................ดูมรรคาชอบกล
เอาพลตั้งสองข้าง............................กองกลางง้างพลถอย
ศึกตามลอยแล่นไล่..........................ครั้นศึกไปล่ออกข้าง
คอยดูช้างดูม้า................................ ดูทวยค้ารี้พล
สบสกลโดยสำคัญ............................จึ่งกระทบกันเข้ารบ
สบสำเหนียกเสียกสา.........................อย่าให้คลาให้คลาด
ผาดเอาคงเอาวัน..............................หยิบเอาพลันจงได้
ไว้กำหนดนายกอง............................ช่างปองปูนจงสลับ
นับอ่านเร่งตรวจตรา...........................กลศึกอันนี้ชื่อว่า
กลราชปัญญา”

ถ้าทัพทั้งสองฝ่ายมีกำลังพอกัน มีแม่ทัพที่มีความสามารถพอกัน ท่านให้ใช้กลราชปัญญาเอาชัยกล่าวคือ การใช้สายลับจารชน ซึ่งสมัยก่อนนิยมใช้ผู้ทรงศีลสูงวัยเนื่องจากเป็นที่เคารพเกรงใจของเหล่าขุน พลฝ่ายตรงข้าม ให้เข้าไปยุแหย่ให้แตกแยก ไปให้สินบนต่างๆนานา และล้วงความลับต่างๆ

กลยุทธ์ ๑๙ : กลฟ้าสนั่นสียง

“กลชื่อฟ้าสนั่นเสียง..........เรียงพลพยุหกำหนด
กดประกาศถึงตาย.....................หมายให้รู้ถ้วนตน
ปรนปันงานณรงค์......................ยวดยงกล่าวองอาจ
ผาดกำหนดกดตรา....................ยามล่าอย่าลืมตน
ทำยุบลสีหนารท.......................ดุจฟ้าฟาดแสงสาย
สำแดงการรุกรัน.......................ปล้นปลอมเอาชิงช่อง
ลวงเอาบุรีราชเสมา....................ตรารางวัลเงินทอง
ปองผ้าผ่อนแพรพรรณ................ยศอนันต์ผายผูก
ไว้ชั่วลูกชั่วหลาน.......................การช้างม้าพลหาญ
ใช้ชำนาญการรบ.......................สบได้แก้จงรอดราษฏร์
ดุจฟ้าฟาดเผาผลาญ...................แต่งทหารรั้งรายเรียง
เสียงคะเครงคะคร้าน..................ทังพื้นป่าคะครัน
สนั่นฆ้องกลองไชย....................สรในสรรพแตรสังข์
กระดึงดังฉานฉ่า........................ง่อนงาช้างรายเรียง
เสียงบรรณพาคร้านครั่น...............กล่าวกลศึกนั้น

ชื่อฟ้าสนั่นเสียง”

กลยุทธ์ฟ้าสนั่นเสียงคือ การใช้กำลังทางทหาร บุกตะลุยรวดเร็วอย่างฉับพลัน ใช้ฆ้องกลองแตรสร้างเสียงข่มขวัญข้าศึก ทำให้ไม่มีกำลังใจที่จะต่อกรกับเรา ประดุจเราตกใจกลัวเสียงฟ้าร้อง

กลยุทธ์ ๒๐ : กลเรียงหลักยืน

“กลศึกชื่อเรียงหลักยืน..........ให้ชมชื่นรุกราน
ผลาญให้ครอบทั่วพัน....................ผันเอาใจให้ชื่น
หื่นสร้างไร่สร้างนา.......................หาปลาล่วงแดนต่าง
โพนเลื่อนช้างล่วงแดนเขา..............เอาเป็นพี่เป็นน้อง
พร้องตั้งค่ายตั้งเวียง.....................บ้านถิ่นเรียงรายมั่น
เร่งกระชั้นเข้ารียงราย...................เกาะเอานายเอาไพร่
ไว้ใจกายใจถึง............................ระวังพึงจงให้
ใส่ไคร้เอาเป็นเพื่อน.....................ใครแข็งกล่นเกลื่อนเสีย
ให้เมียผูกรัดรึง............................ให้เป็นจึ่งม่ามสาย
รายรอบเอาจงมั่น.........................จงเอาชั้นเป็นกล
กลให้เขาลอบลัน.........................ปล้นบ้านถิ่นเถื่อนไปมา
ระวาเพศแทบเวียง........................กลศึกอันนี้ชื่อว่าเรียงหลักยืน”

กลยุทธ์นี้คือการค่อยขยายอำนาจอย่างใจเย็น ค่อย ๆ รุกรานเข้าชิงพื้นที่ทีละนิด แล้วส่งคนของเราเข้ามาสร้างความคุ้นเคยอยู่อาศัย แต่งงานอยู่กินจนกลายเป็นพวกเราเลย

กลยุทธ์ ๒๑ : กลปืนพระราม

“กลชื่อว่าปืนพระราม..........ว่าอย่ามีความโกรธขึ้ง
ทรอึงใจหนักพฤกษ์.....................สำแดงศึกใหญ่มา
พาธาจงคอยฟัง..........................ให้ระวังถอยแกล้ง
แม่นอย่าแอ่วแวนไว้....................ได้แล้วกลับคืนรอด
ริรอบปลอดมีชัย.........................หวั่นไหวใจศัตรู
ดูสนั่นใจเศร้า.............................ให้พระยศเจ้ารุ่งเรือง
เลื่องลือเดชหาญห้าว....................ทุกทั่วท้าวเกรงขาม
ชื่อปืนพระรามสำเร็จ.....................ยี่สิบเอ็ดกลณรงค์
ด้วยประสงค์ดั่งนี้”

มาถึงกลยุทธ์สุดท้าย กลยุทธ์นี้ใจความอยู่ที่ “สำแดงศึกใหญ่มา พาธาจงคอยฟัง ให้ระวังถอยแกล้ง” ก็คือให้รู้จักถอย เมื่อข้าศึกมีกำลังพลมหาศาลเกินกว่าที่จะเอาชนะได้ ต้องรู้จักถอย

บทที่ 13 การใช้สายลับ

กรีธาทัพสิบหมื่น ออกรบพันลี้ ฝ่ายราษฎร์ต้องจ่าย ฝ่ายหลวงต้องใช้ วันละพันตำลึงทอง วุ่นวางทั้งภายในภายนอก ราษฎรภูกเกณฑ์ไปเหนื่อยอยู่ตามทาง ทำไร่ไถนามิได้ มีเจ็บสิบหมื่นครัว

ยันกันอยู่หลายปี เพื่อชิงชัยในวันเดียว หากตระหนี่การใช้ยศศักดิ์ รางวัล จนมิรู้สภาพข้าศึก ก็ขาดเมตตาธรรมยิ่งนัก มิอาจเป็นแม่ทัพของไพร่พล มิอาจเป็นผู้ช่วยของเจ้านาย มิอาจเป็นเจ้านายผู้พิชิต

ฉะนั้น เหตุที่ประมุขผู้ปรีชาแม่ทัพผู้สามารถ กรีธาทัพชนะศึกสำเร็จผลเหนือผู้อื่น ก็เพราะล่วงรู้ก่อน การล่วงรู้ก่อน มิควรพึงผีสางเทวดา มิควรยึดแบบอย่างในอดีต มิควรถือฤกษ์เบิกยาม แต่พึงเอาจากคน ผู้รู้สภาพข้าศึก

ฉะนั้น การใช้จารชนมีห้า มีจารชนถิ่น มีจารชนใน มีจารชนซ้อน มีจารชนตาย มีจารชนเป็น ห้าจารชนใช้พร้อมกัน ข้าศึกมิรู้เหตุ นี้เรียกว่าอัศจรรย์ เป็นของวิเศษแห่งประมุข

จารชนถิ่น คือใช้คนพื้นเมืองข้าศึก จารชนในคือใช้ขุนนางข้าศึก จารชนซ้อน คือใช้จารชนข้าศึก จารชนตายคือผู้กระจายข่าวลวง ให้จารชนเราทราบ เพื่อแพร่ยังจารชนข้าศึก จารชนเป็น คือผู้กลับมารายงาน

ฉะนั้น ภารกิจของสามทัพ มิมีผู้ไว้ใจได้เท่าจารชน มิมีผู้ได้รางวัลเท่าจารชน มิมีเรื่องใดลึกลับเท่าจารชน ไม่ปราดปรื่องมิอาจใช้จารชน ไร้เมตตามิอาจบัญชาจารชน ไม่แยบยลมิอาจได้ความจริงจากจารชน แยบยลแสนจะแยบยล มิมีผู้แห่งใดใช้จารชนมิได้ แผนการจารชนมิทันใช้ มีผู้ล่วงรู้ก่อน ให้ตายทั้งจารชนและผู้รู้

กองทัพที่จะโจมตี เมืองที่จะเข้าบุก คนที่จะต้องฆ่า พึงรู้ชื่อแซ่ขุนทัพ คนสนิทซ้ายขวา ผู้สื่อสาร นายทวาร เหล่าบริวารก่อน ด้วยใช้จารชนเราสืบหามา

พึงสืบหาจารชนที่มาจารกรรมในฝ่ายเรา ชักจูงด้วยอามิสมอบงานและปล่อยกลับ ฉะนั้น จึงได้ตัวจารชนซ้อนมาใช้ เพราะได้รู้ข่าวจากนี้ ฉะนั้น จึงสามารถใช้จารชนถิ่นกับจารชนใน เพราะได้รู้ข่าวจากนี้ ฉะนั้น การกระจายข่าวลวงของจารชนตาย จึงแจ้งแก่ข้าศึกได้ เพราะได้รู้ข่างจากนี้ ฉะนั้น จารชนเป็นจึงใช้ได้ตามกำหนด งานของจารชนทั้งห้า เจ้านายพึงต้อรู้ ที่รู้ก็จากจารชนซ้อน ฉะนั้น จึงพึงตกรางวัลจารชนซ้อนให้ถึงขนาด

อดีตกาล ความรุ่งเรืองของราชวงศ์ซาง เพราะมีอีจื้อในแคว้นเซี่ย ความรุ่งเรืองของราชวงศ์โจว เพราะมีหลี่อหยาในแคว้นอิน ฉะนั้น จึงมีแต่ประมุขผู้ปรีชาแม่ทัพผู้สามารถเท่านั้น ที่สามรถใช้ผู้มีปัญญาชั้นเลิศเป็นจารชน จนได้รับความสำเร็จใหญ่หลวงนี้เป็นเรื่องสำคัญของการศึก อันสามทัพพึงยึดถือเพื่อเคลื่อนพล
บทวิเคราะห์

ซุนวูได้เน้นความสำคัญของการใช้จารชนสืบสภาพข้าศึกเป็นพิเศษในบทนี้ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญของการบัญชาทัพทำสงครามเรื่องหนึ่ง กองทัพจะต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารตามข่าวกรองที่จารชนเสนอให้ ซุนวูบริภาษผู้ตระนี่ “การให้ยศศักดิ์รางวัล” ไม่ยอมใช้จารชนสืบ สภาพข้าศึกอย่างเล็งเห็นความสำคัญว่า “ขาดเมตตาธรรมยิ่งนัก มิอาจเป็นแม่ทัพของไพร่พล มิอาจเป็นผู้ช่วยของเจ้านาย มิอาจเป็นเจ้านายผู้พิชิต” ได้

ในปัญหาการเสาะแสวงหาข่าวเพื่อ “รู้เขา” ทำอย่างไรจึงจะสามารถ “ล่วงรู้ก่อน” ซึ่งสภาพข้าศึกนั้น ซุนวูชี้ว่า “การล่วงรู้ก่อน มิควรพึ่งผีสางเทวดา มิควรยึดแบบอย่างในอดีต มิควรถือฤกษ์เบิกยาม แต่พึงเอาจากคน ผู้รู้สภาพข้าศึก” นี้เป็นการแสดงออกที่เด่นชัดแห่งความคิดวัตถุนิยมที่เรียบง่ายของเขา ซึ่งตรงกันข้ามราวฟ้ากับดิน ราวขาวกับดำกับทัศนะถือพรมลิขิตและทฤษฎีคิดได้เอง ซึ่งเป็นจิตนิยมอื่นๆทั้งปวง

ในปัญหาการใช้จารชน ซุนวูยังได้เสนอทัศนะ “ห้าจารชน ใช้พร้อมกัน ข้าศึกมิรู้เหตุ” เน้นให้ใช้จารชนทุกประเภท เพื่อเปิดแหล่งที่มาของข่าวกรองให้กว้างขวาง ทำให้ข้าศึกตกอยู่ในความงงงวยมิรู้ที่จะรับมือแต่ประการใด

ในขณะเดียวกัน ซุนวูก็ชี้ว่า “ไม่ปราดเปรื่องมิอาจใช้จารชน” “ไม่แยบยลมิอาจได้ความจริงจากจารชน” เน้นว่า ในขณะใช้จารชนนั้นจะต้องมีความฉลาดเฉียบแหลม กล้าหาญและประณีตรอบคอบ เพื่อป้องกันมิให้ถูกข้าศึกหลอกลวงและใช้เป็นประโยชน์

กลุ่มผลประโยชน์หรือชนชั้นที่ต่างกันย่อมจะมีบรรทัดฐานแห่งศีลธรรมที่แตกต่างกัน ในบทนี้ ซุนวูถือว่าผู้ที่ไม่คำนึงถึง “ฝ่ายราษฎร์ต้องจ่าย ฝ่ายหลวงต้องใช้ วันละพันตำลึงทอง” “ยันกันอยู่หลายปีเพื่อชิงชัยวันเดียว” แต่กลับตระหนี่การให้ยศศักดิ์รางวัล ไม่ยอมใช้จารชนอย่างให้ความสำคัญ จนทำให้ต้องรบแพ้เพราะไม่รู้สภาพข้าศึกนั้นเป็นคน “ขาดเมตตาธรรมยิ่งนัก”

ขณะที่ซุนวูอธิบายถึงความสำคัญของการใช้จารชนนั้น ได้ขยายบทบาทของ “ใช้ผู้มีปัญญาชั้นเลิศเป็นจารชน” จนเกินเหตุ กระทั่งถือเอากรณีซางล้มเซี่ย โจวล้มอิน ให้เป็นบทบาทเอกชนของบุคลที่เรียกว่า “ผู้มีปัญญาชั้นเลิศ” เห็นชัดว่าไม่ถูกต้อง นี้เป็นการแสดงออกอีกอย่างหนึ่งแห่งทัศนะวีรชนสร้างประวัติศาสตร์ของซุนวู

บทที่ 12 โจมตีด้วยเพลิง

อันการโจมตีด้วยเพลิงมีห้า หนึ่งคือเผาไพร่พล สองคือเผายุ้งฉาง สามคือเผายุทธสัมภาระ สี่คือเผาคลังพัสดุ ห้าคือเผาอุปกาณ์ขนส่ง

ใช้เพลิงพึงดูโอกาส ของใช้พึงเตียมให้พร้อม วางเพลิงพึงดูเวลา จุดเพลิงพึงกำหนดวัน

ที่ว่าเวลา คือความแห้งแล้วของอากาศ ที่ว่าวัน คือดวงจันทร์โคจรไปถึงตำแหน่ง จี ปี้ อี้ เจิ่น อันสี่ตำแหน่งนี้เป็นวันลมจัด

อันการโจมตีด้วยเพลิวนั้น พึงใช้กำลังพลรุกประสานตามลักษณะเพลิทั้งห้า เพลิงไหม้จากภายใน พึงรุกประสานจากภายนอกโดยเร็ว เพลิงไหม้ข้าศึกสงบเงียบ ให้รออย่าบุก เมื่อเพลิงไหม้แรง ควรบุกให้บุก ไม่ควรบุกให้ยั้ง เพลิงวางจากภายนอกได้ อย่ารอจากภายใน ให้วางเพลิงตามเวลา เพลิงไหม้เหนือลม อย่าบุกใต้ลม กลางวันลมนาน กลางคือลมหยุด การทำศึกพึงรู้การเปลี่ยนของเพลิงทั้งห้า คำนวณเวลาเฝ้ารอโอกาส

ฉะนั้น ใช้เพลิงช่วยการโจมตีจักมีผลชัด ใช้น้ำช่วยการโจมตีจักเสริมให้แกร่ง น้ำตัดข้าศึกได้ แต่เผด็จศึกมิได้

อันการรบชนะได้ดินแดนมาแล้ว หากมิเสริมให้มั่นคง จักเป็นอันตราย เรียกว่าการสิ้นเปลืองอันสูนเปล่า ฉะนั้นจึงกล่าวว่า เจ้านายผู้ชาญฉลาดพึงไต่ตรองจงหนัก แม่ทัพผู้ยอดเยี่ยมพึงดำเนินการรอบคอบ ไม่เป็นผลดีไม่กรีธาทัพ ไม่มีผลได้ไม่ใช้กำลัง หากไม่คับขันจักไม่ออกรบ

เจ้านายมิควรเคลื่อนพลเพราะกริ้ว แต่ทัพมิควรทำศึกเพราะโกรธ ต้องด้วยประโยชน์ก็เคลื่อน ไม่ต้องด้วยประโยชน์ก็หยุด กริ้วอาจกลายเป็นรัก โกรธอาจกลายเป็นชอบ แต่สูญชาติมิอาจกลับคืน สิ้นชีพมิอาจกลับฟื้น

ฉะนั้น ประมุขผู้ชาญฉลาดพึงสุขุม แม่ทัพผู้ยอดเยี่ยมพึงระวัง นี้คือหลักแห่งความสงบสุขของบ้านเมืองและความปลอดภัยของกองทัพ
บทวิเคราะห์

การโจมตีด้วยเพลิงเป็นรูปแบบการรบอย่างหนึ่งในสมัยโบราณ การที่ซุนวูยกเรื่องนี้ไว้เป็นบทเฉพาะโดยอธิ บายถึงประเภท เงื่อนไขและวิธีปฏิบัติของการโจมตีด้วยเพลิงอย่างค่อนข้างละเอียดนั้น แสดงให้เห็นว่าเขาได้ให้ความสนใจต่อการโจมตีด้วยเพลิงเป็นอันมาก

ขณะที่ซุนวูเสนอว่า "ผู้ใช้เพลิงพึงดูโอกาส ของใช้พึงเตรียมให้พร้อม” อันเป็นเงื่อนไขทางวัตถุของวิธีปฏิบัติการโจมตีด้วยเพลิงนั้น ก็ได้เน้นเป็นพิเศษในด้านเงื่อนไขลมฟ้าอากาศว่า "วางเพลิงพึงดูเวลา จุดเพลิงพึงกำหนดวัน" นี้เป็นบันทึกการใช้เพลิงและลมฟ้าอากาศอันเป็นเงื่อนไขทางธรรมชาต ิในทางการทหารเกือบจะก่อนนักการทหารผู้อื่นใดทั้งสิ้น ซึ่งก็เป็นการนำมาใช้ซึ่งเงื่อนไขลมฟ้าอากาศอย่างเป็นรูปธรรมใน “ห้าเรื่อง” คือ “คุณธรรม ลมฟ้าอากาศ ภูมิประเทศ แม่ทัพ กฎระเบียบ” ที่ซุนวูได้กล่าวไว้ใน ประเมนศึก บทที่ 1

ซุนวูแม้จะเห็นความสำคัญของการโจมตีด้วยเพลิง แต่เขาก็ถือการวางเพลิงเป็นรูปแบบอันเป็นส่วนช่วยการรบเท่านั้น เขาเน้นว่าจะต้องประสานอย่างแน่นแฟ้นกับการบุกของทหาร

เขาชี้ว่า “ใช้เพลิงช่วย การโจมตีจะมีผลชัด ใช้น้ำช่วยการโจมตีจักเสริมให้แกร่ง”

ซุนวูเข้าใจว่า การโจมตีด้วยเพลิงและการโจมตีด้วยน้ำแม้จะมีอนุภาพค่อนข้างใหญ่โต แต่ถ้าหากไม่ทุ่มกำลังทหารเข้าไปเปิดการโจมตีประสานอย่างทันท่วงทีแล้ว ก็ไม่สามารถจะได้รับความสำเร็จได้

ฉะนั้น ซุนวูจึงชี้อย่างชัดเจนว่า “พึงใช้กำลังพลรุกประสานตามลักษณะเพลิง ทั้งห้า” กล่าวคือ จะต้องถือสภาพการเปลี่ยนแปลงของข้าศึกที่เกิดจากการวางเพลิง ปัญชาทหารบุกเข้าโจมตีอย่างทันกาล เพื่อพัฒนาและขยายผลการรบให้กว้างใหญ่ออกไป

ซุนวูยังได้เน้นให้ประมุขและแม่ทัพจะต้องให้ความระมัดระวัง รอบคอบอย่างยิ่งยวดต่อการทำสงครางไว้ในบทนี้ ชี้ว่า “เจ้านายมิควรเคลื่อนพลเพราะกริ้ว แม่ทัพมิควรทำศึกเพระโกรธ” ควรจะยึดกุม “หลังแห่งความสงบสุขของบ้านเมืองและควมปลอดภัยของกองทัพ”

คือ “ต้องด้วยประโยชน์ก็เคลื่อน ไม่ต้องด้วยประโยชน์ก็หยุด”

ความคิดให้สุขุมรอบคอบในการก่อสงครามเช่นนี้ของซุนวู เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความคิดที่เล็งเห็นความสำคัญของสงครามว่า “อันสงครามนั้น เป็นเรื่องสำคัญของประเทศชาติจักไม่พินิจ พิเคราะห์มิได้” ของเขา ที่กล่าวไว้ใน ประเมินศึก บทที่ 1 ซึ่งได้เตือนให้ผู้บัญชาสงครามไม่ควรจะใช้อารมณ์ ตัดสินใจทำสงรามอย่างเบาปัญญา

ความคิดเล็งเห็นความสำคัญของการทำสงคราม และความคิดให้รอบคอบในการทำสงคราของซุนวูดังนี้ มีคุณค่าอย่างสูง นับเป็นลักษณะพิเศษสำคัญของความคิดการทหารที่ก้าวหน้าก่อนสมัยราชวงศ์ฉินแต่เก่าก่อนโน้น

บทที่11 พื้นที่ต่างกัน 9 อย่าง

อันหลักแห่งการบัญชาทัพนั้น มียุทธภูมิซ่านเซ็น มียุทะภูมิเบา มียุทธภฺมิยื้นแย่ง มียุทธภูมิคาบเกี่ยว มียุทธภูมิสันจร มียุทธภูมิหนัก มียุทธภูมิวิบาก มียุทธภูมิโอบล้อม มียุทธภูมิมรณะ

เจ้าครองแคว้นรบในแดนตน เรียกว่ายุทธภูมิซ่านเซ็น

รุกเข้าแดนผู้อื่นไม่ลึก เรียกว่ายุทธภูมิเบา

เราได้ก็มีประโยชน์ เขาได้ก็มีประโยชน์ เรียกว่ายุทธภูมิยื้อแย่ง

เราไปก็ได้ เขามาก็ได้ เรียกว่ายุทธภูมิคาบเกี่ยว

เขตแดนต่อแดนสามฝ่าย ใครถึงก่อนจะได้มิตรมากหลายในปฐพี เรียกว่ายุทธภูมิสัญจร

รบลึกเข้าแดนผู้อื่น ทิ้งเมืองมากหลายไว้เบื้องหลัง เรียกว่ายุทธภูมิหนัก

เดินทัพในป่าเขา ที่คับขันอันตาย ห้วยหนองคลองบึง เส้นทางยากเข็ญเหล่านี้ เรียกว่ายุทธภูมิวิบาก

ทางเข้าเล็กแคบ ทางกลับวกวน เขากำลังน้อยสามารถตีเรากำลังมาก เรียกว่ายุทธภูมิโอบล้อม

รบไม่คิดชีวิตก็รอง รบไม่เต็มกำลังก็สิ้น เรียกว่ายุทธภูมิมรณะ

เหตุนี้ ในยุทธภูมิซ่านเซ็นอย่ารบ ในยุทธภูมิเบาอย่าหยุด ในยุทธภูมิยื้อแย่งอย่าฝืน ในยุทธภูมิคาบเกี่ยวพึงหนุนเนื่อง ในยูธภูมิสันจรพึงคบมิตร ในยุทธภูมิหนักพึงกวาดต้อน ในยุธภูมิวิบากพึงรีบผ่าน ในยุธภูมิโอบล้อมใช้อุบาย ในยุทธภูมิมรณะรบสุดชีวิต

ผู้สันทัดการบัญชาทัพแต่โบราณกาล สามารถตัดหน้าหลังข้าศึกขาดจากกัน ทัพใหญ่ทัพเล็กมิอาจพึ่งกัน นายกับพลมิอาจช่วยกัน หน่วยบนหน่วยล่างมิอาจรวมกัน ไพร่พลกระเจิงไม่เป็นกลุ่มก้อน รวมพลก็ไม่ครบถ้วน ได้ประโยชน์ก็รบ ไม่ได้ประโยชน์ก็หยุด ใคร่ถามว่า “ข้าศึกมากเป็นขบวนจะบุกมา พึงทำฉันใด” ตอบว่า “ยึดจุดสำคัญข้าศึกก่อน จักคล้อยตามเรา”

การทำศึกสำคัญที่รวดเร็ว ฉวยโอกาสข้าศึกไม่รู้ตัวบุกในเส้นทางที่ไม่คาดคิด ตีจุดที่มิได้ป้องกัน

อันหลักแห่งการรบเข้าแดนข้าศึกนั้น เมื่อลึกจะมุ่งมั่น ข้าศึกมิอาจต้าน กว้านเสบียงจากแหล่งอุดม สามพันจักมีอาหารพอ เลี้ยงไพร่พลอย่างให้เหนื่อยยาก บำรุงขวัญสะสมกำลัง เคลื่อนพลพึงใช้อุบาย จนมิอาจคาดการณ์ ทุ่มไพร่พลสู่ที่อับ ก็ยอมตายมิยอมพ่าย เมื่อสู้ตายย่อมได้ผล ไพร่พลจึงรบเต็มกำลัง แม้ตกอยู่ในอันตรายก็มิพรั่น หมดทางไปใจยิ่งมั่นคง ยึงลึกยิ่งเหนียวแน่น เมื่อจำเป็นจักสู้

เหตุนี้ ไพร่พลมิต้องกำชับก็รู้ระวัง มิต้องบอกกล่าวก็ทำสำเร็จ มิต้องบังคับก็ร่วมใจกาย มิต้องสั่งการ ก็เคร่งวินัย ปราบความงมงาย คลายความกังขา แม้รบจนตัวตายก็มิหลีกหนี

ไพร่พลเราไร้ทรัพย์สิน ใช่เพราะเกลียดสมบัติ ไม่กลัวตายใช้เพราะชังชีวิต ในวันออกคำสั่งรบ ไพร่พลที่นั่งน้ำตาก็ชุ่มเสื้อ ที่นอนน้ำตาก็อาบแก้ม แม้จะไปรบในที่อับจน ก็หาญกล้าดุจจวนจูฉาวกุ้ย

ฉะนั้น ผู้สันทัดการบัญชาทัพ ก็จักเป็นเช่นส้วยหราง อันส่วยหรางนั้น คืออสรพิษเขาฉางซาน ตีหัวหางจักฉก ตีหางหัวจักฉก ตีท่อนกลางหัวหางฉกพร้อมกัน ใคร่ถามว่า จักให้กองทัพเป็นดั่งส้วยหรางได้หรือไม่” ตอบว่า “ได้” เหมือนชาวแคว้นอู่กับแคว้นแย่เกลียดชังกัน ครั้งลงเรือลำเดียวกันข้ามฟาก เจอพายุ ก็ช่วยกัน ประหนึ่งแขนซ้ายขวา เหตุนี้ การผูกม้าฝังล้อรถเพื่อเรียกขวัญ จึงมิพึงยึดถือความหาญกล้าเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เกิดจากการบัญชาอันควรเข้มแข็ง หรือ่อนแอก็รบเต็มกำลัง เพราะรู้จักใช้ภูมิประเทศ ฉะนั้น ผู้สันทัดการบัญชาทัพ จึงควบคุมกองทัพได้ประดุจคนคนเดียว นี้เป็นความจำเป็น

อันหน้าที่ขอแม่ทัพพึงเยือกเย็นเพื่อขบคิด พึงเทียงธรรมเพื่อปกครอง สามารถอำพรางหูตาไพร่พล ให้มิรู้ความ ยามเปลี่ยนภารกิจปรับกลอุบาย ก็ไม่มีผู้ใดสำนึก ยามเปลี่ยนที่ตั้งค่าย ยกทัพวกวน ก็ไม่มีผู้ใดตระหนัก ยามมอบหน้าที่ไพร่พล ก็เหมือนให้ไต่ที่สูงแล้วชักบันได ยามรุกเข้าแดนเจ้าครองแคว้นอื่น ก็ประดุจน้าวลั่นเครื่องยิงเกาทัณฑ์ เผาเรือทุบหน้อข้าว ดังหนึ่งต้อนฝูงแกะ ขับให้ไปไล่ให้มา มิล่วงรู้ความประสงค์ รวบรวมไพร่พลสามทัพ ส่งยังที่อันตราย นี่คือหน้าที่แม่ทัพ

การเปลี่ยนแปลงของเก้ายุทธภูมิ ประโยชน์ของการยืดหยุ่น วิสัยของจิตมนุษย์ จักไม่พินิจพิเคราะห์ไม่ได้

อันหลักแห่งการรุกเข้าแดนข้าศึกนั้น เมื่อลึกจะมุ่งมั่นเมื่อตื้นจะซ่านเซ็น การกรีธาทัพจากบ้านเมืองข้ามพรมแดนไปเป็นยุทธภูมิอับ ไปมาสะดวก เป็นยุทธภูมิสันจร บุกลึกเข้าไปเป็นยุทธภูมิหนัก บุกค่อนข้างตื้น เป็นยุทธภูมิเบา เบื้องหลังคับขัน เบื้องหน้าเล็กแคบ เป็นยุทธภูมิโอบล้อม ไปไหนมิได้ เป็นยุทธภูมิมรณะ

เหตุนี้ ในยุทธภูมิซ่านเซ็น เราพึงรวมใจให้เป็นหนึ่ง ในยุทธภูมิเบา เราพึงทำให้เชื่อมต่อกัน ในยุทธภูมิยื้อแย่ง เราพึงอ้อมไปหลังข้าศึก ในยุทธภูมิคาบเกี่ยว เราพึงรักษาให้เข้มงวด ในยุทธภูมิสัญจร เราพึงคบมิตรให้แน่นแฟ้น ในยุทธภูมิหนัก เราพึงให้อาหารไม่ขาดตอน ในยุทธภูมิวิบาก เราพึงเร่งเดินทัพให้พ้น ในยุทธภูมิโอบล้อม เราพึงอุดช่องโหวให้แน่น ในยุทธภูมิมรณะ เราพึงแสดงว่ายอมตาย ฉะนั้น จิตใจของไพร่พล ถูกล้อมก็ต้าน จำเป็นก็สู้ คับขันก็ฟังบัญชา

เหตุนี้ หากมิรู้เจตจำนงเข้าครองแค้น ก็มิพึงคบหา มิรู้ลักษณะป่าเขา ที่คับขันอันตราย ห้วยหนองคลองบึง ก็มิอาจเดินทัพ ไม่ใช้มัคคุเทศก์พื้นเมือง ก็มิได้ประโยชน์จากภูมิประเทศ ผลดีชั่วของเก้ายุทธภูมิ มิรู้แม้เพียงหนึ่งเดียว ก็ไม่ใช้กองทัพผู้พิชิต อันกองทัพผู้พิชิตนั้น เมื่อบุกประเทศใหญ่ ทวยราษฎร์ก็มิทันรวมผล ครั้นข่มศัตรูด้วยแสนยานุภาพ การผูกมิตรกมิ็สัมฤทธิ์ผล เหตุนี้ จึงมิจำต้องชิงผูกมิตรในปฐพี มิจำต้องเสริมอำนาจในแผ่นดิน เชื่อในกำลังตน ครั้นข่มศัตรูด้วยแสนยานุภาพ ก็จักยึดเมือง ล่มประเทศนั้นได้ การให้รางวัลเกินระเบียบ ออกคำสั่งนอกกำหนด จักปัญชาไพร่พลสามทัพประหนึ่งคนคนเดียว ให้ปฏิบัติภารกิจ ก็มิต้องชี้แจง ให้ช่วงชิงผลประโยชน์ ก็มิต้องแจ้งภัย ส่งไปที่ม้วยจึงอยู่ ตกในที่ตายจึงเป็น ไพร่พลตกอยู่ในอันตราย จึงจักรู้แพ้รู้ชนะ

ฉะนั้น การบัญชาทัพ อยู่ที่แสร้งคล้อยตามข้าศึก ทะลวงข้าศึกในจุดเดียว ไล่สังหารขุนพลพันลี้ นี้คือที่ว่า ความแยบยลเป็นผลให้งานเสร็จ

เหตุนี้ เมื่อกำหนดการศึกแล้ว พึงปิดด่านตรวจสาร ไม่ส่งทูตแก่กัน ประมาณการณ์รอบคอบในศาลเทพารักษ์ เพื่อวินิจแผนรบเมื่อข้าศึดเปิดโอกาส พึงรีบโหมบุก รุกยึดจุดสำคัญก่อน อย่านัดวันประจัญบาน พึงปรับแผนตามภาวะข้าศึก เพื่อรบแตกหัก เหตุนี้พึงสงบเยี่ยงสาวพรหมจารีในชั้นแรก เมื่อข้าศึกเปิดช่อง จึงเร็จสุดดุจกระต่ายหลุดบ่วงในภายหลัง ข้าศึกต้านก็มิทัน
บทวิเคราะห์

ในบทนี้ ซุนวูได้จำแนกสนามรบออกเป็น 9 อย่าง ตามความตามความแตกต่างของที่ตั้งและผลสะเทือนของการรบ และได้เสนอหลักการรบและวิธีปฎิบัติในพื้นที่ที่ผิดแผกไปโดยสอดคล้องกัน อันได้สะท้องถึงความคิดชี้นำที่เป็นวัตถุนิยมแบบง่ายๆ ของกลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นเจ้าที่ดินเกิดใหม่

ซุนวูเริ่มต้นจากความเรียกร้องต้องการของกลุ่มผลประูโยชน์ใหม่ที่ใคร่จะพัฒนาตนเองอย่างรวมเร็ว จึงเสนอให้ดำิเนินสงครามผนวกดินแดน ดังข้อควาที่กล่าวไว้ในบนนี้ว่า "บุกประเทศใหญ่" โดยทางภววิสัยแล้ว ก็สอดคล้องกับกระแสประวัติศาสตร์ที่มีแนวโน้มในการรวมจีนให้เป็นเอกภาพนั้นเอง

ที่ซุนวูเสนอในบทนี้ว่า "การทำศึกสำคัญที่รวมเร็ว ฉวยโอกาสข้าศึกไม่รู้ตัว บุกในเส้นทางไม่คาดคิด ตีจุดที่มิได้ป้องกัน" และ "ทะลวงข้าศึกในจุดเดียว ไล่สังหารขุนพลพันลี้" อันเป็นความคิดชี้นำการรบนั้นล้วนแต่เป็นการประมวลรวบยอดความจัดเจนในการรบสมันนั้นเป็นอย่างดี

ซุนวูเห็นว่า การรบลึกเข้าไปในดินแดนข้าศึกมีผลดีหลายประการ ที่สำคัญคือหลังจากลึุกเข้าไปในประเทศข้าศึกแล้ว เหล่าทหารก็จะเชื่อฟังคำบัญชาการเป็นอย่างดี ไม่แตกฉานซ่านเซ็นได้ง่ายๆ ซึ่งซุนวูได้กล่าวไว้ว่า "อันหลักแห่งการรุกเข้าแดนข้าศึกนั้น เมื่อลึกจะมุ่งมั่น เมื่อตื้นจะซ่านเซ็น" เมื่อรบลึกเข้าไปในประเทศข้าศึกแล้ว ก็สามารถแก่ปัญหาการส่งกำลังบำรุงของกองทัพได้ ดังที่กล่าวไว้ว่า "กว้านเสบียงจากแหล่งอุดม สามทัพจักมีอาหารพอ

ซุนวูเห็นว่า เมื่อไพร่พลตกอยู่ในอันตราย ก็จะไม่มีความหวาดหวั่นพรั่นพรึง สู้รบอย่างไม่คิดชีวิต เช่นที่ว่าไว้ว่า "แม้ตกอยู่ในอันตรายก็มิหวั่น" "เมื่อจำเป็นจักสู้" "ทุ่มไพร่พลสู่ที่อับ ก็ยอมตายมิยอมพ่าย" อาศัยเหตุผลเหล่านี้ ซุนวูจึงได้ข้อสรุปว่า ภาระหน้าที่ของแม่ทัพคือ "รวบรวมไพร่พลสามทัพ ส่งยังที่อันตราย" ทัศนะของซุนวูข้อนี้ เห็นชัดว่า เป็นทัศนะของชนชั้นปกครองสมัยโบราณที่เห็นราษฏรเป็นผักปลา เท่านั้นเอง

กลุ่มผลประโยชน์ซึ่งเป็นเจ้าที่ดินที่เกิดใหม่ โดยธาตุแท้แล้วก็๋เป็นชนชั้นขูดรีดเช่นเดียวกับกลุ่มผลประโยชน์เก่าคือเจ้าของทาส แม้่ว่าการกดขี่ขูดรีดจะน้อยกว่าเจ้าของทาสก็ตาม ฉะนั้น จึงย่อมจะมีความขัดแย้ง ที่มิอาจจะประนีประนอมได้กับมวลประชาชนทั่วไป ดังนั้น ภายในกองทัพของชนชั้นปกครองเหล่านี้ จึงมีการปะทะกันทางผลประโยชน์ขึ้นพื้นฐานอยุ่เสมอ ด้วยเหตุนี้ พวกแม่ทัพจึงกล้วว่าหากรบอยู่ภายในประเทศหรือรบอยู่ในยุทธภูมิเบาที่ "รุกเข้าแดนผู้อื่นไม่ลึก" พวกทหารก็จะแตกฉานซ่านเซ็นหลบหนีกลับบ้านไปสิ้น จึงเห็นว่าควรเข้าไปอยู่ใน "ยุทธภูมิหนัก" ลึกเข้าไปในแดนข้าศึก เพื่อที่จะขับไล่ไพร่พลให้ไปสู้ตายเพื่อผลประโยชน์การแย่งยึดดินแดนผู้อื่นของตนจะดีกว่า พวกเขาจึงใช้วิธีการ "ส่งไปที่ม้วยจึงอยู่ ตกในที่ตายจึงเป็น" "ไต่ที่สูงแล้วชักบันได" อย่างสุดกำลัง และดำเนินนโยบายสร้างความโง่เขลาแก่ไพร่พล เช่น "สามารถอำพรางหูตาไพร่พล ให้มิรู้ความ" "ให้ช่วงชิงผลประโยชน์ ก็มิต้องแจ้งภัย" ทัศนะต่างๆของซุนวูในส่วนนี้ ล้วนเป็นเศษขยะของกลุ่มชนชั้นปกครองศักดินาสมัยโบราณทั้งสิ้น จะยึดถือในปัจจุบันมิไ้ด้