วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553

ข่าว... ไม่ได้กรอง ในวันที่ 10 เมษ 2553

ลับสุดยอด..เหตุระดมทหารทั้งประเทศ+อาวุธสงครามสลายชุมนุมแดง


เป็นที่ทราบกันทั่วไปสำหรับประชาชนไทยตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นมาว่า การชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาและจัดให้มีเลือกตั้งใหม่ตามวิถีทางประชาธิปไตยของกลุ่มคนเสื้อแดง(นปช.) นั้น ประกอบไปด้วยประชาชนมือเปล่า ซึ่งมีเด็ก คนสูงอายุ และผู้หญิง เกินกว่าครึ่ง



ซึ่งการชุมนุมเพื่อการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นเรื่องทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องภายในประเทศ ผู้ที่จะต้องทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยภายในย่อมเป็นหน้าที่ของตำรวจซึ่งมีหน่วยปราบจลาจล ที่ได้รับการฝึกฝนให้ทำหน้าที่อย่างเชี่ยวชาญอยู่แล้ว มิใช่หน้าที่ของทหารหรือกองทัพที่จะต้องป้องกันมิให้มีผู้มาประท้วงให้ยุบสภาเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้หากว่าสถานการณ์จะหนักหนาสาหัส ก็อาจจะเรียกตำรวจพลร่ม หรือตำรวจตระเวณชายแดนก็ย่อมสามารถกระทำได้

ที่ยิ่งไปกว่านั้นการนำกำลังทหารพร้อมรถสายพาน รถหุ้มเกราะติดปืนต่อสู้อากาศยาน กำลังพลทุกนายใช้อาวุธประจำกายเป็นปืน M16 ซึ่งใช้ในราชการสงคราม เข้าทำการสลายการชุมนุมของประชาชนมือเปล่าที่สะพานผ่านฟ้า เป็นเรื่องที่น่าฉงนสนเท่ห์ไม่เพียงแต่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น ยังเป็นที่กังขาสำหรับชาวต่างประเทศอีกด้วย และสำนักข่าวต่างประเทศพากันตั้งคำถามตรงกันว่า " ที่ชุมนุมมีแต่ผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ ทำไมรัฐบาลจึงต้องใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามเข้าประหัตประหารชนชาติเดียวกันประหนึ่งว่าเป็นสงคราม ? " ซึ่งการกระทำดังกล่าวละเมิดต่อกฏบัตรปฏิญญาสากล ข้อ 6 ซึ่งแม้ว่าประเทศใด ๆ จะอ้างว่าได้ออกกฏหมายเฉพาะขึ้น ก็มิอาจมีอำนาจเหนือปฏิญญาสากลได้

หลังจากที่รัฐบาลได้ส่งกองทัพเข้ากวาดล้างสังหารประชาชน ผู้มาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยให้รัฐบาลยุบสภา ที่สี่แยกคอกวัว ผ่านฟ้า และตรอกข้าวสาร ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก รัฐบาลกลับเรียกกำลังทหารเพิ่มจากทุกจังหวัดใช้อาวุธชนิดเต็มพิกัด รวมทั้งปิดสื่อสารของฝ่ายผู้ชุมนุมทุกชนิด พร้อมกับส่งกำลังเข้ายึดพื้นที่ย่านธุรกิจสีลม ซึ่งเป็นหัวใจแห่งระบบธุรกิจของไทย ได้กลายสภาพเป็นสถานการณ์สงครามเฉกเช่นอาฟกานิสถาน อิรัค


อาวุธที่ใช้คือปืน M16 เป็นอาวุธร้ายแรง สำหรับสงครามโดยเฉพาะมิใช่สำหรับสลายการชุมนุม นอกจากมีไว้ฆ่า


ลักษณะของการเตรียมพร้อมสังหาร มิใช่ลักษณะของการป้องกันผู้ชุมนุมเคลื่อนไหว เขาเตรียมสังหารใคร ?


ลักษณะกริยา อาการแอบ หมอบ มอง แสดงให้เห็นถึงสภาวกดดันภายใน ซึ่งพร้อมที่จะลั่นไกฆ่า บุคคลตรงหน้า ???

ศตฉ.และ รัฐบาล ประกาศว่า "ผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย หรือ กบฏ" ยิ่งสร้างความสับสนให้กับสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ อีกทั้งยังประกาศห้ามมิให้ประชาชนเข้าไปร่วมชุมนุม ซึ่งถือว่ามีความผิดอีกด้วย ไม่ใช่เป็นการประกาศครั้งเดียว พันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศตฉ. ได้ย้ำแล้วย้ำอีกว่า "ผู้ชุมนุมคือผู้ก่อการร้าย" และทหารจะต้องขจัดภัยของแผ่นดิน รักษาความมั่นคงของชาติ...ดูมันช่างขัดแย้งความความเป็นจริงสำหรับคนที่ไปร่วมชุมนุม หรือ อยากรู้อยากเห็นแล้วไปลองแวะเวียนเข้าไปร่วมชุมนุมเพื่อดูว่า จริง ๆ แล้วมันเป็นอย่างไรกันแน่...แต่มันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ ศตฉ. หรือ รัฐบาลได้ตั้งข้อกล่าวหาว่า "ผู้ชุมนุมเป็นกบฏในราชอาณาจักร หรือ เป็นผู้ก่อการร้าย" แม้แต่น้อย

สิ่งที่ยิ่งสร้างความพิศวงงงงวยให้กับประชาคมโลก ว่าเพราะเหตุใด ศตฉ.จึงมีความพยายามอยากยิ่งที่จะต้องสลายผู้ชุมนุมด้วยอาวุธสงคราม รวมทั้งอนุญาตให้ทหารที่รับหน้าที่เข้าสลายชุมนุมทุกนาย สามารถใช้กระสุนจริงได้ทุกคนในภาวะที่สมควรอีกด้วย เท่ากับเป็นใบอนุญาตฆ่า (Lencese to Kill) รวมไปถึงการสร้าง Mob มวลชนเสื้อหลากสี เข้าก่อกวนเพื่อให้เกิดการปะทะและจะได้เข้าปราบปรามด้วยอาวุธสงครามในที่สุด

แม้แต่ โฆษก ศตฉ. หรือ นายก ก็ไม่อาจสร้างความกระจ่างให้กับสังคมได้ว่า ทำไมต้องสร้างสถานการณ์เพื่อให้นำไปสู่การสังหารหมู่อีกครั้ง....ทุกอย่างมืดมนต์อนธกาล ไม่มีคำตอบ...??

สิ่งทั้งหลายย่อมไม่เกิดขึ้นโดยไร้สาเหตุ ย่อมมีที่มา
ความลับย่อมไม่มีในโลก....ในที่สุดเราก็ได้รับรู้ที่มาของสาเหตุการจะต้องไล่ล่าสังหาร กวาดล้างผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยให้ยุบสภา ของคนเสื้อแดง ที่ถุกซ่อนไว้ เหมือนการยัดขยะเข้าใต้พรม
แหล่งข่าวในทางลับ รายงานว่า

--------------------------------------

10 เมษายน 2553

ในเวลาประมาณบ่าย 2 โมงเศษ ขณะทีเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ได้บินเพื่อโยนระเบิดแก๊สน้ำตา ลงไปยังผู้ชุมนุมที่สะพาน ได้ปรากฏกองกำลังนิรนามใช้อาวุธปืนไรเฟิล Sniper ยิงเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์จนเครื่องยนต์เสียหาย ต้องร่อนลงที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างฉุกเฉิน ไม่อาจขึ้นบินทิ้งระเบิดแก๊สน้ำตาที่สะพานผ่านฟ้าได้อีก แต่เครื่องบินเฮลิคอปเตอร์อีกลำหนึ่งได้บินขึ้นปฏิบัติภารกิจแทน ก็ถูกยิงเช่นกันและในเย็นวันนั้นจึงไม่มีการทิ้งระเบิดแก๊สน้ำตาอีก

ช่วงเวลากลางคืน 19:02 ภายหลังจากที่เกิดการปะทะที่ตรอกข้าวสาร และได้มีการยิง M79 ทำลายศูนย์บัญชาการส่วนหน้า ทำให้นายทหารชั้นผู้ใหญ่เสียชีวิตทันที และบาดเจ็บอีกหลายนาย



ในเวลาใกล้เคียงกัน ส่วนพื้นที่ตั้ง ของ ศอฉ.ซึ่งตั้งอยู่ภายใน ราบ 11 ทันทีที่ได้ทราบข่าวทางวิทยุสื่อสารว่า พล.ต.วลิต โรจนภักดี โดนยิงด้วย M79 เจ็บหนัก ที่ตรอกข้าวสาร ผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งคุมกำลังพร้อมอยู่ที่ ราบ 11 ได้สนธิกำลังและส่งกำลังออกไปเสริมที่สะพานผ่านฟ้าชุดแรกออกไปทันที และในขณะเดียวกันอีกชุดหนึ่งกำลังรอที่จะเคลื่อนออกไปกวาดล้างชุมนุมคนเสื้อแดง แต่แทบจะทันทีทันใด กองกำลังนักรบนิรนาม ได้ยิง M79 จาก 4 มุม เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง จากชัยภูมิสูงข่ม (สะพานลอย) ต้านขบวนรถสายพานที่จะเคลื่อนขบวนออกไปนั้นเอาไว้ และเนื่องจากกำลังพลใน ราบ 11 ไม่มีประสบการณ์ในการสู้รบ จึงมีการสูญเสีย และทำให้การเคลื่อนกำลัง ณ เวลานั้นไม่สามารถบรรลุภารกิจเสริมกำลัง สนับสนุนเพื่อกวาดล้างผู้ชุมนุมที่ตรอกข้าวสาร และสะพานผ่านฟ้าได้ ทำให้ทหารต้องล่าถอยกลับที่ตั้ง และทิ้งอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งทหารที่หนีไม่ทันได้ยอมปลดอาวุธและมอบตัวกับการ์ดเสื้อแดงเกือบครึ่งร้อย

ในขณะที่กำลังเสริมชุดแรกที่เคลื่อนออกจาก ราบ 11 เพื่อไปเสริมกำลังภารกิจกวาดล้างผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ถนนข้าวสารนั้น

เมื่อขบวนรถทหารดังกล่าวขึ้นทางด่วนรามอินทราเคลื่อนเข้าสู่ทางโค้ง กองกำลังนิรนามซึ่งใช้รถติดปืนกล 2 คันจอดซุ่มข้างทางด่วน ทำทีคล้ายรถตรวจการณ์สนาม



ส่วนรถ 4 วิลสีดำ 2 คันจอดอยู่ใกล้ทางโค้ง โดยนักรบนิรนามจำนวน 14 นายพร้อมอาวุธพิเศษกระจายกำลังซุ่มแฝงตัวอยู่ 2 ฟากข้าง ทิ้งระยะห่างจากรถติดปืน 50 หลา ภารกิจสะกัดกั้นการส่งกำลังบำรุงไม่ให้หนุนไปยังผ่านฟ้าและตรอกถนนข้าวสาร


อาวุธปืนชนิดพิเศษที่นักรบนิรนามใช้ ยังไม่มีในกองทัพไทย ใช้ระบบ 3 Max

และเมื่อรถยีเอ็มซีขนกำลังทหารเพื่อไปไปเสริมกำลังเพื่อกวาดล้างเสื้อแดงที่ผ่านฟ้าแล่นถึงจุดทางโค้งก็ชลอความเร็ว ก็เท่ากับแล่นเข้าโซนสังหารที่ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว กองกำลังนิรนามจึงเริ่มจากการยิง M79 เข้าไปยังรถยีเอ็มซึ่งขนทหารพร้อมอาวุธที่วิ่งบนทางด่วน

หลังจากนั้นนักรบนิรนามที่ซุ่มอยู่ทั้งสองข้างทางจึงระดมยิงซ้ำ การต่อสู้ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ชั่วโมง เสียงเอ็ม 16 และเสียงปืนพิเศษของนักรบนิรนาม ดังสนั่นนับพันนัด ๆ ยิงสู้กัน ชนิดไม่รู้ใครเป็นใคร ได้ยินไปทั่ว

และเมื่อ (03:00) กองกำลังนิรนาม จึงได้ยิงปืนสัญญาณเรียกขาน 8 นัด เพื่อส่งสัญญาณถอย ภายหลังเกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารกับกองกำลังนิรนาม ได้มีผู้แจ้งให้รถร่วมกตัญญูขึ้นไปเก็บทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตบนทางด่วนนับสิบคัน

ปรากฏว่า จุดปะทะรามอินทรานี้ มีทหารที่บาดเจ็บ-เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งล้วนเป็นทหารที่ถูกส่งไปเสริมกำลังเพื่อสลายมวลชนที่ผ่านฟ้าทั้งสิ้น ส่วนกองกำลังนิรนามได้ถอนตัวขึ้น4วิลล์สีดำ และรถติดปืนทั้งสองคันขับแล่นฝ่าความมืดหายไปอย่างไร้ร่องรอย...."

.........ที่กล่าวมาคือข้อมูลที่ได้รับมาจากแหล่งข่าวลับ (ก็สื่อรัฐไม่ให้ข่าว ก็ต้องหาข่าวทางลับนะซิ !)

แต่ตามข่าวที่ออกทางสื่อภาครัฐ (ฟรีTV) และสื่อสารมวลชนทั่วไปจะรายงานออกมาในลักษณะเีดียวกันว่า ในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 นั้นมีการปะทะและสูญเสียชีวิตทหารจำนวนมากที่ถนนข้าวสารเท่านั้น แต่จากข่าวสารที่ได้รับ กลับไม่ใช่ (ผิดถูกก็ต้องโทษรัฐบาลที่ปิดกั้นข่าวสารทุกรูปแบบ) และเมื่อเรียบเรียงลำดับการเกิดการปะทะกันระหว่างกองกำลังนักรบนิรนามกับทหารที่จะมาเสริมกำลังกวาดล้างชุมนุมเสื้อแดงจะพบว่าเกิดขึ้นถึง 4 แห่งด้วยกัน คือ

1. รัฐสภา เครื่องบิน ฮ.สองลำโดนซุ่มยิงจากกองกำลังนิรนาม จนเสียหายไม่สามารถปฏิบัติภารกิจ(ขึ้นบิน)

2. ราชดำเนิน ถนนข้าวสาร ปะทะด้วยอาวุธ มีนักรบนิรนามยิงทหาร และถล่ม M79 เกิดการสูญเสียนายทหารระดับสูง

3. ใน ราบ 11 พึ้นที่ตั้ง ศอฉ. ถูกโจมตีด้วยกองกำลังนิรนาม โดยถล่ม M79 ใส่ ศอฉ. หลายระลอก

4. การปะทะของกองกำลังนิรนามบนทางด่วนแจ้งวัฒนะ ปะทะนานกว่า 3 ชั่วโมง ทหารบาดเจ็บเสียชีวิตหลายนาย

จากการปะทะกันระหว่างกองกำลังนักรบนิรนาม ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการรบและมีอาวุธที่มีอานุภาพสูงกว่าทหารที่ใช้อยู่ในกองทัพ จึงทำให้ทหารเสียชีวิต เกือบร้อยนาย และไม่สามารถจำหน่ายกำลังพลที่สูญเสียได้ ทำให้มีความจำเป็นที่ต้องปิดบังความจริง แล้วเอาไปโยนให้กับผู้ร่วมชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย (คนเสื้อแดง) หรือเปล่า ?

เพราะเป็นสิ่งที่เห็นได้โดยการสัมผัสด้วยตัวเองในความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดว่า

เหตุใด ในเมื่อผู้ชุมนุมไม่ปรากฏว่าพกพาอาวุธ แต่ทหารกลับเตรียมสรรพกำลัง สร้างบังเกอร์ ใส่เสื้อเกราะ ใช้อาวุธร้ายแรงซึ่งใช้เฉพาะในราชการสงคราม รวมทั้งใช้ยานพาหนะเป็นรถหุ้มเกราะ และรถสายพาน ซึ่งเป็นไปไม่ได้โดยแท้ว่าจะนำไปใช้ในการสลายผู้ชุมนุม แต่มันเป็นลักษณะของการสงคราม ??

จนถึงบัดนี้ ไม่ว่าจะเป็น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ พันเอกสรรเสริญ หรือ ผบ.ทบ.เอง ก็ไม่อาจกล่าวต่อชาวโลกได้ว่า มีความจำเป็นขนาดไหน ที่จะต้องใช้อาวุธสงครามในการสลายการชุมนุม ?

ณ ขณะเวลานี้ สิ่งที่สามารถจะสรุปเป้าประสงค์ของ ศอฉ. ประกอบกับคำประกาศต่อสาธารณว่า "ผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นกบฏแผ่นดิน" พร้อมกับปิดกั้นสื่อสารทุกทาง และนำกำลังทหารเต็มอัตราศึกเพื่อเข้าสลายเป็นความชอบธรรมและสมควรแก่เหตุ

แต่...

จากการประมวลข้อมูล ก็สามารถอนุมานได้ว่า

สาเหตุที่ต้องใช้อาวุธสงคราม ในการเข้าล้อมปราบและสลายผู้ชุมนุมที่เรียกร้องประชาธิปไตย ก็เพียงเพื่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตขึ้น ให้ตัวเลขกำลังพลที่ได้ตายโดยการโจมตีของกองกำลังนิรนาม สามารถจำหน่ายได้ว่าถูกกลุ่มคนเสื้อแดงสังหาร ถือว่าเสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ นอกจากจะผลักตนให้พ้นจากความผิดแล้ว ยังสามารถโยนความผิดให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงให้กลายเป็นผู้ก่อการร้ายอย่างสมบูรณ์แบบ

หากมิใช่เช่นนั้น....

เหตุใด ศอฉ.โดย พันเอก สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผอ.ศอฉ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จึงปิดบังข้อมูล ไม่กล่าวถึงกรณีทหารปะทะกับกองกำลังนิรนามที่ทางด่วนรามอินทรา และ ราบ 11 ถูกโจมตีด้วย M79 ในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 จนมีการสูญเสียกำลังพลจำนวนมาก จริงหรือไม่ ?

ดังนั้น ตราบใด ที่ทาง ศอฉ. และ รัฐบาล ยังไม่สามารถให้ความกระจ่างในกรณีดังกล่าวข้างต้น การล้อมปราบ สลายมวลชนคนเสื้อแดง ด้วยกำลังทหาร และอาวุธสงคราม ก็เพียงเป็นการสร้างฉาก และเชือดแพะบูชายัญ ให้รับผิดแทน ....ไม่มีสิ่งอื่นที่นอกเหนือไปจากนี้

1 ความคิดเห็น:

  1. กรุณาให้เครดิต ที่มา : คัดลอกภาพและบทความ โดยมารยาท

    ตอบลบ